เจริญอานาปานสติไว้ที่ลมหายใจ, สติคือการแยกแยะ แยกแยะผัสสะที่เข้ามากระทบ เป็นไปเพื่อการล้างกิเลสออก

เพราะจิตหวั่นไหวขึ้น-ลง เสวยอารมณ์สุข-ทุกข์ ผ่านทางผัสสะที่มากระทบ, เราจึงต้องมีการจัดระเบียบในช่องทางใจด้วย “สติ”, ผลที่ได้คือ “ความละเอียด”

หรือ การปรุงแต่งทางกายและจิตระงับ, เปรียบเหมือน ช่างทองล้างแล้วล้างอีก จนกว่าจะได้ทองคำ,

“สติ วิญญาณ จิต กิเลส” ละเอียดลง ให้รู้เท่าทัน, เพื่อป้องกันการกลับกำเริบของกิเลส หรือการเผลอสติ เพราะจิตยังมี “อวิชชา”

ข้อปฏิบัติที่ละเอียดลงคือปฏิบัติตามทางมรรคมีองค์แปดจะค่อย ๆ กำจัด อาสวะกิเลส จากกิเลสอย่างหยาบจนถึงกิเลสอย่างละเอียด

ทำซ้ำ ทำย้ำ สับให้ละเอียดจนไม่เหลือเงา ไม่เหลือรากของอวิชชา ให้เห็นตามความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ ความเป็นอนัตตา ซ้ำๆ ย้ำๆ สับลงไป มันจะเกิดความเบื่อหน่าย คือ “นิพพิทา”

ใช้ “ปัญญา เห็นตามความเป็นจริง เห็นความไม่เที่ยง เห็นการปรุงแต่ง” แม้จิตก็ไม่เที่ยง แล้ว “วาง” ซะ จิตเราจะพ้น คือ วิมุตติ เป็นจิตที่หลุดพ้นแล้ว เป็นจิตที่ยินดี ร่าเริงไม่หวาดสะดุ้งสะเทือน ย่อมปรินิพพานเฉพาะตนนั้นเทียว.

Time Index

[01:36] เจริญอานาปานสติตั้งสติไว้ที่ลมหายใจ แยกแยะสิ่งที่อยู่ในช่องทางใจ เป็นไปเพื่อการล้างกิเลส

[12:38] เพราะจิตหวั่นไหวขึ้นลง จึงต้องจัดระเบียบในช่องทางใจด้วยการแยกแยะ ผลที่ได้คือความละเอียด

[20:03] เปรียบเหมือนช่างทอง ล้างจนกว่าจะได้ทองคำ

[23:38] จิตตามไปยึดถือขันธ์ห้าด้วยความเป็นตัวตน

[25:21] สติ วิญญาณ จิต กิเลส ละเอียดลงไปให้รู้เท่าทัน

[36:44] ข้อปฏิบัติที่ละเอียดลงตามไปจะป้องกันการกลับกำเริบทำสติให้มีกำลัง

[46:57] ทำเสาสดมภ์ให้เป็นจุล ไม่เหลือแม้แต่เงา สับให้ละเอียดจนไม่เหลืออะไร จะเห็นความจริง

[49:20] เห็นความไม่เที่ยงจะเปลี่ยนทิฏฐิว่าแม้จิตก็เป็นเพียงกระแส ตรงนี้คือความละเอียดเป็นปัญญา ดับอวิชชา ดับเย็น