เจริญอานาปานสติ ตั้งสติให้ระลึกถึงลมหายใจ จิตจะค่อย ๆ รวมลง ๆ เกิดปัสสัทธิ คือความสงบระงับเป็นอารมณ์อันเดียว เกิดเป็นสมาธิ

พระพุทธเจ้าท่านทรงเตือนเพื่อให้เราคอยตรวจตราจิตใจเรา อยู่สามข้อคือ ให้เราเป็น “ธรรมทายาท” อย่าเป็นอามิสทายาท, อย่าทำตัวเป็นศัตรูหรือปฏิปักษ์ แต่ให้ทำตัวเป็น “มิตรหรือมีความสอดคล้องกับพระพุทธเจ้า”, อย่าเป็นคนสุดท้าย แต่ให้เป็นคนที่จะสืบต่อธรรมะต่อไปด้วย “สติ”

ท่านทำให้เป็นเหมือนกระจกเงา ให้เราพิจารณาตัวเราตลอดเวลา แม้ถูกกิเลสมารตัดออกไป เราก็ยังสืบต่อความดีด้วย “สติ” ตั้งมั่นใหม่ ไม่เป็นคนสุดท้าย จะมีเมตตา กรุณา อุเบกขา ต่อไปเรื่อย ๆ

เมื่อเราเป็น “มัคคานุคาคือผู้เดินตามมรรค” เราก็จะเป็นผู้รับมรดกทางธรรมเป็นธรรมทายาท ได้ลิ้มรส “อมตธรรมคือพระนิพพาน”ของพระพุทธเจ้าได้

ให้เราประคองรักษาจิต รักษาสติ อยู่อย่างนี้ได้ตลอดทั้งวัน แล้วให้เห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามที่ความเป็นจริงในสิ่งต่างๆว่า “นั่นไม่ใช่ตัวเรา นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”

Time Index

[03:35] เจริญอานาปานสติ ส่งต่อลมหายใจด้วยสติ เพื่อความเป็นธรรมทายาท
[11:57] สองสิ่งที่ตรงข้ามกัน ความเพลินกับสติ ไม่บังคับแต่ควบคุม
[22:55] สามพระสูตรที่พระพุทธเจ้าเตือนไว้ให้ใช้ส่องจิตใจตน ธรรมทายาทสูตร มหาสุญญตาสูตร และมฆเทวสูตร
[24:50] อย่าเป็นคนสุดท้าย ให้ต่อความดีออกไป เมื่อใดที่กิเลสมารตัดความดีขาด ให้ต่อด้วยสติ
[31:08] การอยู่อย่างเป็นมิตร ไม่เป็นศัตรู อย่าประกาศสงครามกับพระพุทธเจ้า เพราะจะเป็นอุปัทวะ
[39:01] จงเป็นธรรมทายาทเถิด อย่าเป็นอามิสทายาทเลย
[50:14] อดข้าว ไม่อดธรรม  ธรรมทายาทย่อมทราบว่าอมตรสเหนือกว่ารสทั้งปวงคือพระนิพพาน
[53:21] มัคคานุคา ผู้รับมรดกจากพระพุทธเจ้า เป็นธรรมทายาท