ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญธัมมานุสปัสสนาสติปัฏฐาน โดยใช้เครื่องบรรณาการ, เครื่องบรรณาการหมายถึง การให้...เพื่อให้จิตเกิด “พัฒนาการ”

เริ่มจากการปลูก การสร้าง “ศรัทธา” ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรือ บุคคลที่ปฏิบัติดี เป็นเครื่องบรรณาการให้จิตมีการพัฒนาในการเข้าไปหาสิ่งนั้น ๆ, เมื่อเข้าไปหาสิ่งนั้น ๆ จิตเราจะพัฒนาให้เข้าไปนั่งใกล้, เมื่อเข้าไปนั่งใกล้เป็นเครื่องบรรณาการ จิตจะเงี่ยโสตลงหรือตั้งใจฟังซึ่งธรรมะมากขึ้น ๆ, เมื่อเงี่ยโสตฟังธรรมมากขึ้น จิตเราย่อมทรงไว้ซึ่งธรรมะนั้น ๆ ได้, เมื่อจิตทรงไว้ซึ่งธรรมะนั้นได้ จิตเราจะพัฒนาใคร่ครวญเนื้อความธรรมะนั้น ๆ, เมื่อพิจารณาธรรมะนั้น ๆ จิตจะพัฒนางอกเงยให้ธรรมะนั้น ทนต่อการเพ่งพิสูจน์ได้, เมื่อธรรมะนั้น ๆ ทนต่อการเพ่งพิสูจน์ได้ จิตเราจะเกิดความพอใจ หรือ ฉันทะ, ก่อให้เกิดความอุตสาหะ, ความอุตสาหะ จะทำให้มีการพิจารณาหาสมดุลแห่งธรรมนั้น, เมื่อมีความสมดุลในธรรม จิตจะพัฒนาในการตั้งมั่นในธรรม เพื่อความต่อเนี่องอย่างเป็นระบบ..

เมื่อจิตเราตั้งมั่นในธรรม แลัวมีพัฒนาการอยู่เรื่อย ๆ เราจะสามารถตามรู้ซึ่งความจริงได้ เราจะสามารถบรรลุซึ่งอริยสัจ เข้าถึงธรรม นำธรรมะเข้าสู่ใจได้ “ทำให้มาก เจริญให้มาก”

ว่าด้วยพระสูตรจังกีสูตร

Time Index

[02:26] ปฏิบัติภาวนา ด้วยการเจริญธัมมานุปัสนาสติปัฏฐาน
[03:06] เหตุปัจจัยของธรรมอันเป็นเครื่องอุปการะ บรรณาการ และพัฒนาการ
[08:47] เริ่มที่ปลูกศรัทธา จิตย่อมเข้าไปหา
[11:07] เมื่อเข้าไปหาแล้ว ย่อมเข้าไปนั่งใกล้
[12:48] เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลง
[13:53]  เมื่อเงี่ยโสตลง ย่อมฟังซึ่งธรรม
[18:30] เมื่อฟังซึ่งธรรม ย่อมทรงไว้ซึ่งธรรม
[19:24]  เมื่อทรงไว้ซึ่งธรรม ย่อมใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลาย
[21:17] เมื่อใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อความเพ่งพินิจ
[22:57] เมื่อการทนต่อการเพ่งพินิจของธรรมมีอยู่ ย่อมเกิดฉันทะ
[25:29] เมื่อเกิดฉันทะขึ้น ย่อมมีอุตสาหะ
[27:53] เมื่อมีอุตสาหะ ย่อมพิจารณาหาความสมดุลแห่งธรรม
[30:15] เมื่อพิจารณาหาความสมดุลแห่งธรรม ย่อมตั้งมั่นในธรรม
[43:45] บทสรุป
[47:11] ว่าด้วย จังกีสูตร