…ให้เรามี "ศรัทธา" ในระดับที่ไม่ต้องเชื่อตามคำสอนนั้นแล้ว…

จิตใจเมื่อมีศรัทธาก็จะเกิดความเพียร คือ ความกล้าที่จะทำจริงแน่วแน่จริง ศีลก็จะค่อยๆ สมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นมาได้ สิ่งที่จะตามมา คือ ความไม่ร้อนใจความสบายใจ สมาธิจะเกิดขึ้นพอประมาณ คลายความเคลือบแคลงเห็นแย้งลงได้ถ้าเรายังต้องอาศัยผู้อื่นให้เกิดความเชื่อ คือศรัทธาในมรรคแปด คือ เรายังมีวิจิกิจฉาอยู่ แต่ถ้าด้วยศีลเต็ม มีสมาธิพอประมาณ มีปัญญาพอประมาณ เราจะงัดเจ้าวิจิกิจฉา คือความเคลือบแคลงสงสัยออกไปได้ เราจะเกิดความมั่นใจในลักษณะที่ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นได้

ศรัทธาที่ไม่งมงาย ไม่ต้องอาศัยอ้างกันตามปิฎก ไม่ต้องอาศัยคำเล่าลือทำตามๆ กันมา หรือฟังดูน่าเชื่อถือ แต่เป็นศรัทธาที่มีตนเป็นเครื่องยืนยันเป็น "สันทิฏฐิโก" โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นหรือสิ่งใด แต่อาศัยการปฏิบัติ อาศัยตัวเราเอง

Time Index

[00:45] เริ่มต้นภาวนาด้วยอานาปานสติ

[15:02]ใต้ร่มโพธิบท : ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน

[22:47] ยังต้องเชื่อตามผู้อื่นอยู่

[31:02]วิจิกิจฉา

[37:09] กำจัดสักกายทิฏฐิ

[39:13]ละสีลัพพตปรามาส

[52:17]โสดาบันคือ ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน

[56:12]ศรัทธาที่มีตนเป็นเครื่องยืนยัน

[58:01] สรุป : ศรัทธาที่ไม่งมงาย ไม่ต้องอาศัยอ้างกันตามปิฎก ไม่ต้องอาศัยเล่าลือทำตามๆ กันมา ฟังดูน่าเชื่อถือ แต่มีตนเป็นเครื่องยืนยันเป็น "สันทิฏฐิโก" โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นหรือสิ่งใด แต่อาศัยการปฏิบัติ อาศัยตัวเราเอง


อ่าน "เกสปุตตสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

ฟัง "คำพุทธ-จูฬสัจจกสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558