"สมถะ ที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 

           

"คือ ย่อมให้จิตเจริญ" 

            

จิต ที่เจริญแล้ว ย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 

             

"คือ ย่อมละราคะได้"

             

วิปัสสนา ที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 

             

"คือ ย่อมให้ปัญญาเจริญ" 

             

ปัญญา ที่เจริญแล้ว ย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 

             

"คือ ย่อมละอวิชชาได้" 

[๓๒] ธรรม ๒ ประการนี้เป็นฝ่ายวิชชา 

            

๓. พาลวรรค 

หมวดว่าด้วย "คนพาล" 

เราอยู่ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต คือ หมวดที่เป็นธรรมะ ๒ ข้อ [๓. ตติยปัณณาสก์] 

หมวดที่เป็นธรรมะ ๒ ข้อ เราเรียกว่า "ทุกนิบาต"

คราวที่แล้วเราพูดถึง ๑. กัมมกรณวรรค คือ วรรคที่ว่าด้วย เรื่องของ "โทษ" 

และ ๒. อธิกรณวรรค คือ วรรคที่ว่าด้วย เรื่องของ "อธิกรณ์"

วันนี้เราจะพูดถึง ๓. พาลวรรค วรรคที่ว่าด้วย เรื่องของ "คนพาล" 

พาลวรรค จะพูดถึงเรื่องของ"คนพาล" 

พระพุทธเจ้าบอกว่า "คนพาลมี ๒ จำพวก"

คนพาล ย่อมคิด พูด และทำชั่ว นี่คือ ลักษณะนิสัยของคนพาล 

พอมีลักษณะ ๓ ประการนี้ แล้ว ผลเขาก็จะมีได้ ๒ จำพวก คือ

ในข้อที่ ๒๒ บอกว่า คนพาลมี ๒ จำพวก และบัณฑิตมี ๒ จำพวก 

โดยคนพาล จะมีลักษณะ ๑) ไม่เห็นโทษ โดยความเป็นโทษ

๒) คนที่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริง เมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ 

[๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ 

             

คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 

                          

๑. คนที่ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ 

                          

๒. คนที่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ 

            

คนพาล ๒ จำพวกนี้แล 

             

"บัณฑิต ๒ จำพวกนี้" 

             

บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 

                          

๑. คนที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ 

                          

๒. คนที่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ 

             

บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๑) 

         

[๒๓] คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต 

             

คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 

๑. คนเจ้าโทสะที่มีความโหดร้ายอยู่ภายใน 

๒. คนที่เชื่อโดยยึดถือผิด 

             

คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต (๒) 

             

[๒๔] คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต 

             

คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 

             

๑. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต 

ได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” 

             

๒. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต 

ไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้” 

             

คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต 

              

คน ๒ จำพวกนี้ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต 

             

คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 

             

๑. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้” 

             

๒. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” 

             

คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต (๓) 

              

[๒๕] คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต 

             

คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 

             

๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะมีการขยายความแล้ว” 

             

๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่ควรขยายความ” 

             

คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต (๔) 

 

[๒๖] คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต 

             

คน ๒ จำพวกไหนบ้าง? "คือ 

             

๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะควรขยายความ” 

             

๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่มี 

การขยายความแล้ว” 

             

คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต (๕) 

 

คติ และฐานะ ๒ อย่างเป็นต้น 

[๒๗] ผู้มีการงานปกปิดไว้ พึงหวังได้ ๒

- คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน  

ผู้มีการงานไม่ปกปิดไว้พึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ เทวดา หรือมนุษย์ (๖) 

[๒๘] ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิพึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน (๗) 

[๒๙] ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิพึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ เทวดา หรือมนุษย์ (๘) 

[๓๐] สถานที่รองรับคนทุศีล ๒ แห่ง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน 

สถานที่รองรับคนมีศีล ๒ แห่ง คือ เทวดา หรือมนุษย์ (๙) 

 

[๓๑] เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๓

- ๒ ประการจึงอาศัยเสนาสนะอัน 

เงียบสงัด คือ ป่าโปร่ง และป่าทึบ๔- 

อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง? "คือ 

                          

๑. เห็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของตน

                          

๒. อนุเคราะห์คนรุ่นหลัง 

             

เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แล จึงอาศัยเสนาสนะอันเงียบสงัด 

คือ ป่าโปร่ง และป่าทึบ (๑๐) 

[๓๒] ธรรม ๒ ประการนี้เป็นฝ่ายวิชชา 

ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ 

๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ)

 

๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) 

            

"สมถะที่ภิกษุเจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 

           

"คือ ย่อมให้จิตเจริญ" 

            

จิตที่เจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 

             

"คือ ย่อมละราคะได้"

             

วิปัสสนาที่ภิกษุเจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 

             

"คือ ย่อมให้ปัญญาเจริญ" 

             

ปัญญาที่เจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร? 

             

"คือ ย่อมละอวิชชาได้" 

            

จิตที่เศร้าหมองเพราะราคะย่อมไม่หลุดพ้น ปัญญา(มรรคปัญญา คือ ปัญญาในขณะแห่งมรรค) ที่เศร้าหมอง เพราะอวิชชา 

ย่อมไม่เจริญ เพราะสำรอกราคะจึงมีเจโตวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา จึงมีปัญญาวิมุตติ (๑๑) 

- พาลวรรคที่ ๓ จบ 

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า :8

Time index

[1:39] เกริ่น

[4:43] 22  คนพาล / บัณฑิต

[10:13] บัณฑิต คือ ฉลาด

[13:08] 23 กล่าวตู่

[20:22] 24 กล่าวตู่ และ ไม่กล่าวตู่

[26:01] 25/26 กล่าวตู่ ไม่กล่าวตู่

[31:10] 27 คติ/ ฐานะ ปิดปิด ไม่ปกปิด

[34:38] 28 คติ / ฐานะ มิจฉา สัมมา

[37:37] 30 ทุศีล มีศีล

[47:01] 31 เสนาสนะสงัด

[51:43] 32 สมถ วิปัสสนา ให้เกิด วิชชา