"เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก ฉันจะทำอย่างไง? คุณนึกถึงความดีได้ไหม? ถ้าทำไม่ได้ รีบเลย ทำอย่างไง?"ในการที่จะมาระลึกถึงความดีนี้ให้ได้ รีบมากกว่าที่จะไปหาชุดตรวจ หาหน้ากาก หาอาหารอะไรต่างๆ รีบด่วนกว่านั้นอีก 

เพราะว่า ความรีบด่วน พระพุทธเจ้าท่านเปรียบกับไฟไหม้ผม, ไฟไหม้เสื้อผ้า คุณก็ต้องรีบหามาดับก่อน"

ความดีอะไรที่เราจะระลึกถึงได้? "ก็กลับไป ตั้งแต่ต้นมา คุณระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ไหม? คุณระลึกถึงลมหายใจได้ไหม? คุณระลึกถึงศีล ระลึกถึงการให้, การบริจาคที่เราเคยทำไปอย่างนี้ได้ไหม?"บางที่ถ้าระลึกไม่ได้ แสดงว่า สติไม่มีกำลัง จะระลึกให้ได้ คุณก็ต้องฝึกสติ ให้มันดี" พระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า "เจริญ"  คือ เจริญให้มาก ทำให้มาก คำว่า"เจริญ" หมายถึง คุณต้องพัฒนา คือ "พัฒนา" คือ ต้องเป็นทักษะในการที่เราจะทำให้มันเกิดขึ้น ทักษะนี้ต้องฝึก "

"อปรอัจฉราสังฆาตวรรค" 

หมวดว่าด้วย "ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อีกหมวดหนึ่ง"

"ธรรมะที่ถ้าเราเจริญแค่ชั่วลัดนิ้วมือ ก็ชื่อว่า เป็นผู้ที่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า" 

"อนุสสติ ๑๐ (ตอนที่ ๓)"

98. เจริญอานาปานสติ…คือ การให้เกิดการตั้งสติ โดยการใช้ลมหายใจเข้า -   ลมหายใจออก  คำว่า "สติ" แปลว่า การระลึกได้,  "อนุสสติ" ให้สติตามมา จากอะไร?"จากพุทโธ คือ พระพุทธเจ้า"

 ให้สติตามจากอะไร?"ธัมโม คือ พระธรรม, 

ให้สติตามมาจากอะไร?"สังโฆ คือ พระสงฆ์ คือ การที่จะให้มาระลึกถึงสังโฆแล้ว ก็จะมีสติ คือ การระลึกได้ตามมา 

ศีล, จาคะ, เทวดา ด้วย

ในที่นี้ คือ ลมหายใจ 

เราเอาลมหายใจ เป็นฐานที่ตั้งให้เกิดความระลึกถึง 

"อย่างในสถานการณ์ปัจจุบัน เรื่องราวต่างๆ มันมากขึ้น มากขึ้นกว่าสมัยก่อน สมัย ๒๐ ปีที่ผ่านมา คุณยังไม่มี iPhone คุณยังไม่มี Social media ทีนี้พอมีมาข้อมูลอะไรต่างๆ มันเยอะ ถามว่า ข้อมูลอะไรต่างๆ ที่มันเยอะ มันก็มีมากมาย เราจะรักษาจิตของเราอย่างไร? ไม่ให้จิตของเราไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น  ถ้าเราไม่รักษาได้ จิตมันก็จะไปตามอารมณ์ นี่เป็นลักษณะของจิตอยู่แล้ว ที่มักจะไปตามอารมณ์ เป็นธรรมดาของมัน  

ซึ่งถ้าเราปล่อยจิตไปตามอารมณ์ เราก็จะมีปัญหา ขึ้นๆ ลงๆ สุขๆ ทุกข์ๆ ไปตามอารมณ์ที่มันมากระทบนั้น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า "ก็ต้องมีสติ" มีสติซิ คุณ

ทำไงคุณถึงจะมีสติ?"การระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสสติ, ในที่นี้เราระลึกถึงลมหายใจ เป็น "อานาปานสติ" ใช้ลมหายใจเป็นฐานที่ตั้งแห่งความระลึกถึง"

เพราะฉะนั้น ลมหายใจของเรา มันเป็นเครื่องมือ คือ บางคนก็คิดว่า ฉันต้องใช้พระพุทธเจ้า ฉันต้องใช้เรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นเครื่องมือ  ไม่จำเป็น มันต้องใช้ตัวเรานี่แหละ "พึ่งตน พึ่งธรรม" ในที่นี้ ก็คือ "สติ" เราจะเอาอะไรเป็นเครื่องมือ  เป็นฐานที่ตั้ง เราก็ใช้ลมหายใจ 

อานาปานสติ เป็นสิ่งที่มีอานิสงส์มาก เป็นส่วนหนึ่งของกายคตาสติด้วย 

ที่เห็นหัวข้อของสติทั้งหมด มันเกี่ยวข้องกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเทวตานุสสติ ธัมมานุสสติ พุทธานุสสติ ก็อยู่ในอันเดียวกันกับ อานาปานสติ 

เพราะฉะนั้น สตินี่แยกเป็นสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย, เวทนา, จิต และธรรม 

อานาปานสติ ทำให้เกิด สติปัฏฐาน ๔ ได้

แสดงว่า "พุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, สีลานุสสติ, เทวตานุสสติ,จาคานุสสติ, …ฯลฯ พวกนี้ก็ทำให้เกิด "สติปัฏฐาน ๔" ได้เหมือนกัน 

เพราะมันเป็นหัวข้อเดียวกันมา 

99. เจริญมรณัสสติ …คือ การระลึกถึงความตาย ระลึกถึงความตามไม่ใช่ว่า นึกถึงว่า ฉันจะต้องตายแน่ๆ เลย ฉันติดโรคหรือยัง? ไม่ใช่อย่างนั้น!!

เพราะว่า ถ้าระลึกถึงอยู่แค่นั้น มันเป็นการมองโลกในแง่ร้าย จริงๆ แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้มองในแง่ร้าย แต่ให้มองตามความเป็นจริง 

ความเป็นจริง คือ อย่างไง? ในมรณัสสติ ก็จะพูดมีอยู่ ๒ ขั้นตอน คือ

- ขั้นตอนแรก ต้องดูว่า "เหตุปัจจัยแห่งความตายของเรา มันมีมาก" แค่คุณขยี้ตา โดนแล้ว, คุณแคะจมูก คุณโดนแล้ว, ถ้าคุณจับปาก คุณโดนแล้ว ในสภาวะ COVID ระบาดนี้ หรือคุณจับประตู คุณโดนแล้ว มันตายกันได้ง่ายๆ 

เพราะฉะนั้น เหตุปัจจัยแห่งความตาย มันมีมาก แต่บางคนก็ตายยากนะ พระพุทธเจ้าบอกว่า "เสนาของมัจจุมาร(เหตุปัจจัยแห่งความตาย) มันมีมาก" 

-ขั้นตอนที่ ๒ เราจะต้องระลึกถึงว่า "มีอยู่หรือไม่หนอ? บาป อกุศลธรรม ที่เรายังละไม่ได้ แล้วถ้าเราตายไปวันนี้ เราจะไปสู่ในที่ไม่ดี มีไหม? "ถ้ามี คุณระลึกถึงบาป อกุศลธรรม นั้นได้ คุณรีบละ มันเลย!! รีบละบาป อกุศลธรรม เหล่านั้น เสีย 

เช่นว่า ฉันจะตายแน่ ฉันจะตายแน่ๆ แล้วฉันจะทำอย่างไรนี่ แล้วถามว่า คุณกังวลใจเรื่องอะไร?"กังวลใจเรื่องว่า เดี๋ยวลูกมันจะเป็นอย่างไง เดี๋ยวผัวมันจะเป็นอย่างไง? เดี๋ยวการงานจะเป็นอย่างไง นั่นนี่โน่น เป็นความคิดไม่ดี ถูกหรือเปล่า เป็นบาปอกุศลธรรม เป็นความกังวลในสิ่งต่างๆ 

คำถามก็คือ แล้วเราจะละอย่างไง?"เราจะละ เราจะวางเรื่องงาน, เรื่องสามี, เรื่องลูก เรื่องคนนั้น เรื่องคนนี้ เรื่องทรัพย์สินสมบัติ เราจะวางได้ไง? "ตรงนี้แหละ เราถึงจะต้องทำความดีมา เพื่อที่เราจะระลึกถึงความดีนั้นแทนได้ ถ้าอย่างนั้นเราก็จะมีความกังวลใจ 

ความดีอะไรที่เราจะระลึกถึงได้?"ก็กลับไป ตั้งแต่ต้นมา คุณระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ไหม? คุณระลึกถึงลมหายใจได้ไหม? คุณระลึกถึงศีล, ระลึกถึงการให้, การบริจาคที่เราเคยทำไปอย่างนี้ได้ไหม?"บางที่ถ้าระลึกไม่ได้ แสดงว่า สติไม่มีกำลัง จะระลึกให้ได้ คุณก็ต้องฝึกสติ ให้มันดี" พระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า "เจริญ"  คือ เจริญให้มาก ทำให้มาก คำว่า"เจริญ" หมายถึง คุณต้องพัฒนา คือ "พัฒนา" คือ ต้องเป็นทักษะในการที่เราจะทำให้มันเกิดขึ้น ทักษะนี้ต้องฝึก หรือ แม้แต่ความกังวลใจเองก็ตาม 

อย่างสมมุติตอนสมัยเด็กๆ พอคุณไม่ได้มีเรื่องนั้น เรื่องนี้ คุณก็ไม่ได้กังวลใจอะไร แต่พอคุณเริ่มมีเรื่องนั้น เรื่องนี้ มันเริ่มมีความกังวลใจ อันนี้ คือ "กิเลส" ฝึกเรามาแล้ว ฝึกให้เรามีความกังวลใจ ฝึกให้เรามีความลุ่มหลง ฝึกให้เรามีความเกลียด โกรธ นี่คือ "กิเลส มันฝึกเราแล้ว เพราะว่า มันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แล้วเราแบบว่า ชอบเลย หรือว่า เกลียดเลย หรือว่า หลงเลย แต่มันฝึกมานาน จนกระทั่งเรามี Pattern เรามีนิสัยเป็นแบบนี้ เราจะถอนจากมัน เราก็ต้องฝึกเหมือนกัน

 

มรณัสสติจึงเป็นลักษณะที่ว่า ต้องมี ๒ ขั้นตอน คือ ๑)ความตาย 2)ความดี 

พระพุทธเจ้าบอกว่า 

"เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก เราฉันจะทำอย่างไง? คุณนึกถึงความดีได้ไหม? ถ้าทำไม่ได้ รีบเลย ทำอย่างไง?"ในการที่จะมาระลึกถึงความดีนี้ให้ได้ รีบมากกว่าที่จะไปหาชุดตรวจ หาหน้ากาก หาอาหารอะไรต่างๆ รีบด่วนกว่านั้นอีก 

เพราะว่า ความรีบด่วน พระพุทธเจ้าท่านเปรียบกับไฟไหม้ผม, ไฟไหม้เสื้อผ้า คุณก็ต้องรีบหามาดับก่อน"

100. เจริญกายคตาสติ …คือ การระลึกถึงกาย  ได้หลายอย่าง เช่น ให้ระลึกถึงกายโดยความเป็นของปฏิกูล เป็นของไม่สวยงาม เป็นของรังโลก เป็นของที่เป็นทุกข์ เพราะว่ากาย(รูปขันธ์) ซึ่งอยู่ในส่วนของทุกข์ เราเอาทุกข์มาเจริญมรรคได้ 

ทุกข์ กับ มรรค นี่มันคนละอย่างกัน แต่เราเอาทุกข์ แล้วเราเห็นความจริงในทุกข์ นั่นคือ "มรรค" 

ลมหายใจ ก็เป็น กาย เป็นธาตุลม 

กายก็เป็นกาย เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ 

เราเห็นกาย กายนี่เป็นทุกข์ 

ถ้าคนเห็นกายไม่ถูก เขาก็ลุ่มหลงไปในกาย เพลิดเพลินไปในกาย เพลิดเพลินไปในขันธ์ ๕ เพลิดเพลินไปในทุกข์ได้ 

แต่ถ้าเราเห็นทุกข์ถูก ถูกต้อง 

คำว่า "เห็นทุกข์ ถูกต้อง นั่นคือ มรรค

คำว่า "ถูกต้อง" ในที่นี้ หมายถึง กิเลสมันลด นั่นมันก็คือ สัมมา นั่นเอง ไม่ใช่ มิจฉา 

ถ้าคุณเห็นทุกข์ ไม่ถูกต้อง กิเลสมันเพิ่ม คำว่า "ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่า "ผิด" แต่หมายถึง กิเลสเพิ่ม แต่ถ้าคุณเห็นทุกข์ ให้มันถูก กิเลสมันลด คำว่า "ถูก" จึงเป็น "สัมมา" สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสมาธิไง ก็เป็นมรรค ไง 

คำว่า "ถูก" หรือ "ผิด" เราดูว่า กิเลสเราลดไหม?

เห็นกายแบบไหน?แล้วกิเลสมันเพิ่ม อันนั้นแหละ ไม่ถูก คือ เป็นมิจฉา 

เห็นกายแบบไหน แล้วกิเลสมันลด อันนั้นหน่ะ ถูก คือ เป็นสัมมาสติ, อย่างไงนะ?"กายคตาสติ" ซึ่งใน Episode หน้า เราจะมาจัดเต็มๆ เรื่อง "กายคตาสติ" 

101. เจริญอุปสมานุสสติ …"อุปสมานะ ก็คือ ความสงบระงับ, สัมมาโพธิ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม นิพพาน ความสงบระงับ นี่คือ คำที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน 

"ความระงับลง ความเย็นลง ความดับลง ความที่มันระงับลง คือ คำว่า "อุปสมะ เพราะฉะนั้น คำว่า "อุปสมานุสสติ" ก็คือ การตามระลึกถึงความที่มันจะสงบระงับลง พูดง่ายๆ พระอาจารย์ว่า คือ ลักษณะของการมองโลกในแง่ดี คือ คุณเป็นคนโลกสวยอ่ะ คือ อะไรก็จะดีไปหมด อะไรอย่างนี้ 

คำว่า "ดี" หมายความ ถูก 

คำว่า "ถูก" หมายความว่า กิเลสมันลด หมายความว่า คุณมาระลึกถึงความระงับตรงนี้ให้ได้ 

จิตเราพอระลึกถึงความระงับได้ มันก็จะค่อยน้อมไปทางนั้น 

ถ้าเราแบ่งอริยสัจ ๔ เป็นทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค ตามที่พระพุทธเจ้าแบ่งเอาไว้ 

ตัณหา นี่ "ต้องละ"

มรรค นี่ "ต้องเจริญให้มาก" คนละขั้วกันเลย 

คุณจะละ, คุณจะเจริญให้มาก 

คุณจะละตัณหา, ละอวิชชา

คุณจะเจริญมรรค ๘ 

เราเอา ๒ ตัวนี้เป็นตัวตั้งได้ คือ ทุกข์ กับ นิโรธ 

ทุกข์ คือ ขันธ์ ๕ 

นิโรธ คือ ความดับไม่เหลือของเจ้าตัณหา 

ทุกข์ คือ ขันธ์ ๕ ถ้าเราดูขันธ์ ๕ ให้มันถูก นั่นคือ "มรรค" 

ถ้าเราดูขันธ์ ๕ มันผิด มันจึงเป็นอุปทาน คือ เหตุเกิดทุกข์  

นิโรธ ถ้าเราดูนิโรธให้มันถูก มันก็จะเป็นมรรค ถ้าเราดูนิโรธให้มันผิด มันก็จะเป็นตัณหา 

ทุกข์ ดูอย่างไร? "ทกุข์ก็สัมมา หรือมิจฉาไง 

ดูนิโรธอย่างไร ให้มันเป็นสัมมา? "อุปสมานุสสติ" นี่ไง 

เพราะอุปสมะ นี่เป็นความสงบระงับ เป็นส่วนของนิโรธ นิโรธนี่คือ ความดับ, ความระงับลง เช่น ความง่วง ที่มันหายไป เราระลึกถึงความง่วงที่มันหายไป เราระลึกถึง "อุปสมานุสสติ" ได้ 

"ที่มาทั้งหมด ๘๐ หัวข้อ ซึ่งแต่ละข้อๆ ทำแค่อย่างเดียว ทำแค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ดีหมดๆ"

Time index

[1:37] เกริ่น ขุดเพชร

[7:11] 479- อานาปานะ - ทบทวนตอนก่อน

[28:21] 480 มรณสติ

[35:51] 481 กายคตาสติ

[38:54] 482- อุปสมานุสสติ

[45:00] 483-562 80 ข้อ. อินทรีย์5/พละ5 ฌาน4 พรหม4