"หมอ และพยาบาล ตอนนี้ที่เขาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง มีความมั่นคง มั่นใจในหน้าที่ มีศีล มีศรัทธา มีความเสียสละ  เราระลึกถึงบุคคลเหล่านี้ นี่ก็เป็น "เทวตานุสสติ" สติอันเกิดจากการระลึกถึงบุคคลที่มีจิตใจเป็นเทวดา" 

"อปรอัจฉราสังฆาตวรรค" 

หมวดว่าด้วย "ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อีกหมวดหนึ่ง"

ตอน "อนุสติ ๑๐ (ตอน ๒)"

 

94. "เจริญสังฆานุสสติ"…

 

"475 ลำดับที่ 94 ของวรรคนี้  "สังฆานุสสติ" คือ การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์

ทบทวนในสัปดาห์ที่แล้วได้พูดถึง "สงฆ์" , สังฆา, มาจากคำว่า "สงฆ์" หมายถึง หมู่ หมู่ไหน?"หมู่แห่งผู้ฟังคำสอน(สาวะกะสังโฆ)"

สาวก คือ ผู้ฟังคำสอน 

หมู่ผู้ฟังคำสอนของใคร? "หมู่ผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค" 

"ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, 

หมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ "สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ" พูดเต็มๆ 

ส่วนพูดย่อๆ ก็คือ "สังโฆ"

"สงฆ์" หมายถึง หมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

"ต้องมีการสอบ ต้องมีการพัฒนา" 

"อนาคามี" จะถูกสอบด้วยความพอใจ, ไม่พอใจ 

ให้เราโกรธ หรือ ให้เรารัก จะมาทดสอบในข้อที่ ๓ เพราะว่า เครื่องร้อยรัดของอนาคามี คือ กามราคะ(ความกำหนัดยินดีพอใจในกาม) และ ปฏิฆะ(ความขัดเคือง)  

ถ้าคุณไม่ขัดเคือง และไม่ยินดี พอใจ (หมายถึงไม่ลุ่มหลง เพลิดเพลินไปตาม) ก็จะสามารถละเครื่องร้อยรัดนี้ได้ ก็จะต้องถูกสอบ จนกระทั่ง เครื่องร้อยรัดนี้ มันเปลื่อยไป มันยุ่ยไป ระงับไป ซึ่งจุดนั้น คุณจะต้องมีสมาธิสมบูรณ์  

"โสดาบัน" ศีลสมบูรณ์ สมาธิพอประมาณ ปัญญาพอประมาณ ที่จะละ"สักกายทิฏฐิได้ในส่วนของโสดาบัน" 

สมาธิพอประมาณที่จะละวิจิกิจฉาได้ใน "โสดาบัน" เพราะว่าศีลบริบูรณ์ เพราะว่า ศรัทธาเต็ม 

"สกทาคามี" ก็คือ โสดาบัน นั่นแหละเพราะว่า "ราคะ, โทสะ, โมหะ เบาบาง" 

"อนาคามี" สมาธิต้องเต็มที่ เวลามีอะไรมากระทบก็จะไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่ลุ่มหลงพอใจ เพราะสมาธิเต็ม 

"อรหันต์" ก็จะถูกทดสอบเรื่องความเป็นตัวตน ซึ่งมันคือ ทุกอย่างยำรวมกันลงที่เรียกว่า พระอรหันต์ เรื่องความเป็นตัวตน ให้โกรธ ให้ไม่โกรธ, ให้รัก ให้ไม่รัก, ความเป็นตัวตน ความเข้าใจให้ถูกต้อง ความมีมานะ อะไรต่างๆ มาทดสอบยำรวมกันหมด ในการเป็นพระอรหันต์ ก็จะสอบผ่านได้ 

จึงต้องมีการสอบ ต้องมีการพัฒนา 

ถ้าไม่มีการทดสอบ การพัฒนาจะไม่เกิด ไม่ได้ ก็ต้องมาด้วยกัน ก็เป็นธรรมดา 

สงฆ์ จึงเป็นผู้ที่ควรบูชา, ผู้ที่ควรทำอัญชลี 

เป็นนาบุญของโลก  เพราะว่าพระพุทธเจ้าตอนนี้ปรินิพพานไปแล้ว 

"สงฆ์ เป็นหมู่ของผู้ฟังคำสอนที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็น ๔ คู่ ๘ จำพวกดังนี้" นี่คือ "สังฆานุสสติ"

95. "เจริญสีลานุสสติ" คือ การระลึกถึงศีลของเรา 

"ศีล" หมายถึง ความเป็นปกติ 

ซึ่งคนปกติ เขาก็กินน้ำ เขาไม่ได้กินเหล้า หรือของมึนเมา 

หรือคนปกติ เขาจะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าคนด้วยกัน ก็จะอยู่ปกติ ไม่ได้ฆ่า 

คนปกติ เขาก็จะพูดกันดีๆ พูดกันตรงๆ ไม่ได้โกหกกันเป็นปกติ 

และคนปกติโดยทั่วๆ ไปเขาก็จะมีผัวเดียว เมียเดียว ไม่ได้ประพฤติผิดจารีต ไม่ได้เบียดเบียนในรูปแบบที่ผิดจารีตต่างๆ นี่คือ เป็นปกติของคน เขาก็จะเป็นแบบนี้ 

เพราะฉะนั้น ก็จึงเป็นความปกติ ๕ อย่าง เป็นศีล ๕ นั่นเอง 

คำว่า "สีลานุสสติ" คือ การระลึกถึงศีลของเรา ศีลของคนอื่นก็ได้ คือ ความดีในข้อศีล ความเป็นปกตินี้ คุณยังมีอยู่ 

เช่นว่า ถ้าเราคิดว่า "โลกนี้ทำไม มันวุ่นวาย นั่น นี่ โน่น อะไรอย่างนี้ ก็คือ "เราระลึกถึงความวุ่นวาย ไม่สงบ" 

อย่ากระนั้นเลย มีไหม คนที่ยังทำความดีอยู่ แม้แต่คนเดียว?"แม้แต่ Taxi เก็บเงินได้ใน Taxi แล้วคืนเจ้าของ? "มีนะ"  นี่คือ เราระลึกถึง สีลานุสติแล้วนะ คือ เขาไม่ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้

คนดีๆ ในข้อศีลนี้ ยังมีอยู่ในโลกนี้ นี่ก็เป็น "สีลานุสสติ"

96. "เจริญจาคานุสสติ"  "จาคะ" คือ การสละออก ใช้คำว่า "บริจาค" ก็มาจากคำว่า "จาคะ" การบริจาค คือ การสละออก คำที่พระพุทธเจ้าใช้ก็คือว่า 

"เป็นผู้ที่มีฝ่ามือชุ่มอยู่เป็นปกติ ยินดีในการให้ ควรแก่การขอ" ถ้าเขาขอก็"ยินดีที่จะให้ ยินดีในการจำแนก แจกทาน 

ถ้าเราเห็นคนที่เขาจะมาขอ ก็แบบ คิดว่า "มาทำไม? มาอีกแล้ว ไอ้หมอนี่ !! อันนี้ คือ จิตใจที่มีความตระหนี่ 

ความตระหนี่ นี่คือ แบบไหน? ถ้าเขาจะมาขอก็คือ ให้ของห่วยๆ ให้ของแบบไม่ดีๆ เช่น พระเจ้าปายาสิ เขามาขอแล้ว เอาอะไรให้?"เอาผ้าเนื้อเลวให้ เอาปลายข้าวให้ แล้วก็เอาช่วงผักเสี้ยน หรือน้ำผักดองให้ บริจาคทาน ของที่ตัวเองก็ไม่อยากจะใส่ห่มผ้า  ไม่ใช่แค่ไม่อยากจะห่ม แค่จะเอาปลายเท้าแตะ เขาก็ยังไม่อยากจะแตะ ของที่ตัวเองก็ไม่กิน ไม่ใช่แค่กิน แค่จะมอง มันก็จะไม่อยากจะดม หรือจะมอง เอาแบบนี้ให้คนอื่นเขา เพราะอะไร?"เพราะฉันอยากให้ทาน แต่ให้ของห่วยๆ แล้วของดีๆ ไปไหน เก็บไว้ใช้เอง เก็บไว้กินเอง" นี่คือ "ความตระหนี่" 

จุดประสงค์ของการให้ ก็คือ เพื่อที่จะละความตระหนี่ 

ทีนี้ มีความตระหนี่ แฝงอยู่ เราก็ค่อยพัฒนาไป ตรงนี้จึงว่า "เจริญจาคานุสสติ"

ให้ของภายนอก ก็คือ บริจาค 

ดีขึ้นมาอีก ก็เป็น "ศีล" ใช้ตัวเองทำ ไม่ฆ่า, ไม่ลักขโมย

ดีขึ้นไปอีก ใช้ "จิตใจ" อย่างเช่น เราเจริญอานาปานสติ เรามีเมตตาให้เขา ให้อภัยเขา เรามีอุเบกขาให้เขา มีความไม่เบียดเบียนให้เขา  

จิตใจที่คิดประทุษร้ายเขานี่มันไม่ดี  คุณเผลอแล้ว ทำไมคุณเผลอแล้ว?"เพราะระลึกไม่ได้ ตั้งสติไม่ได้"  

เพราะฉะนั้น "จาคานุสสติ" จะเป็นเรื่องของจิตใจโดยแท้จริง ไม่ใช่!! แค่ข้าวของภายนอกเท่านั้น มันยังรวมถึงกิเลส ความเป็นตัวตนของเรา ที่มันอยู่ในตัวเรา คุณจะละได้ไหม?  คุณจะให้ได้ไหม?  เราจะให้เมตตาเขาได้ไหม? เราจะละกิเลสที่มันอยู่ในจิตใจของเรา คืนโลกไปได้ไหม? นี่คือ "จาคานุสสติ" ที่ว่าต้องลึกซึ้งลงไป 

การให้ไม่จำเป็นว่า เราจะต้องมีเงินมีทองมากมาย และมีเงินเป็นร้อยๆ ล้าน ๑๐ ล้าน เราทำเท่าที่กำลังทำอยู่นี่ ก็ถือว่า ได้ผลบุญมากใช่ไหมเจ้าคะ? 

"ขึ้นอยู่ที่ศรัทธา ถ้ามีศรัทธามาก อานิสงส์ก็จะมาก 

ถ้ามีศรัทธาน้อย บุญก็น้อย"

 

เพราะฉะนั้น ศรัทธา จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญ 

97. เจริญเทวตานุสสติ "เทวดา" คนธรรดา แต่ว่ามีความดี อย่างเช่น เรานึกถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทั้งตอนที่พระองค์ท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ว่าพระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ มีความเพียร อะไรอย่างนี้…และพอพระองค์ท่านล่วงลับไปแล้ว เราระลึกถึงพระองค์ท่านอีก นั่นก็เป็น"เทวตานุสสติ"ก็ได้  หรือ

"อย่างหมอ และพยาบาล ตอนนี้ที่เขาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง มีความมั่นคง มั่นใจในหน้าที่ มีศีล มีศรัทธา มีความเสียสละ เราระลึกถึงบุคคลเหล่านี้ นี่ก็เป็น "เทวตานุสสติ" สติอันเกิดจากการระลึกถึงบุคคลที่มีจิตใจเป็นเทวดา" 

หรือ เราระลึกถึงศีลของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ เราก็"สีลานุสสติด้วย" ก็เกี่ยวข้องกันแน่นอน ขึ้นอยู่ว่า เราจะจับคุณธรรมอะไร?"ถ้าเป็นบุคคล นั่นก็เป็น "เทวตานุสสติ""

ถ้าเราจะจับเฉพาะตัวคุณธรรม ก็เป็น "สีลานุสสติ" หรือ "จาคานุสสติ" ก็ได้ทั้งนั้น 

"วันนี้พูดได้ สังฆานุสสติ, สีลานุสสติ, จาคานุสสติ, เทวตานุสสติ ๔ ข้อ วันนี้ 

คราวต่อไป ก็จะมาต่อเรื่องของอานาปานสติ, มรณัสสติ, กายคตาสติ(พูดไปแล้วเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน) และอุปสมานุสสติ อีก ๓ ข้อ ในสัปดาห์หน้า" 

  

Time index

[4:23] 475-94. สังฆานุสสติ

[41:28] 476-95. เจริญสีลานุสสติ ศีล 5

[44:29] 477- 96. เจริญจาคานุสสติ

[52:12] 478 - 97. เจริญเทวตานุสสติ 

[52:43] ดูที่คุณธรรม