"ถ้าใครสักคนใดคนหนึ่งเอาข้อเดียว คือ "สติ" ข้อเดียว แล้วเขาเอามาปฏิบัติจนกระทั่งจิตใจชุ่มเย็น เห็นตามความเป็นจริง นั่นก็คือ "ธรรมะเลย" นั่นคือ "คำสอนเลย" คุณได้ผลแบบนั้นเลย นั่นคือ สิ่งที่ดี"

"คำสอนที่มีมากมาย ก็คือ ความรู้ของพระพุทธเจ้า เราจะรับความรู้ของท่าน มาเป็นความรู้ของเรา ต้องผ่านกระบวนการจากความรู้ของท่านมาเป็นความรู้ของเรา มันเป็นความหมายรู้ เป็นความรู้ เป็นความเข้าใจ เป็นอย่างนี้ไปก่อน เป็น"สัญญา" จาก"สัญญา" เราจึงต้องเปลี่ยนเป็น"ญาณ" ได้ ก็ต้องอาศัย "การปฏิบัติ" แล้วสัญญาอะไร ความรู้แบบไหนที่เราต้องทำความเข้าใจ?

วันนี้เรามาในเรื่อง ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว "สัญญา ๑๐ ประการ (ตอน ๒)"

"หมวดธรรมที่เราเจริญเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว แค่แว๊บเดียว เหมือนเจริญชั่วกระพริบตาอย่างนี้ ก็ดีแล้ว ยิ่งสามารถเจริญได้มาก ยิ่งดียิ่งขึ้น"

- ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ ๔๖๓-๔๗๒, ๔๘๑

[๔๖๓] ภิกษุเจริญอนิจจสัญญา … คือ

การเห็นความไม่เที่ยงใน"ขันธ์ทั้ง ๕", "อายตนะทั้ง ๖ ทั้งภายนอก หรือภายใน" ก็ได้ หรือเห็นความไม่เที่ยงใน "วิญญาณ" ก็ได้, หรือเห็นความไม่เที่ยงใน"ผัสสะ" ก็ได้

ซึ่งอนิจจสัญญา อนัตตสัญญา เป็นลักษณะของปฏิปทาที่เป็นความสบาย ที่ความสะดวกต่อการที่จะบรรลุนิพพาน ซึ่งเจอกันอยู่ทุกวัน ตลอดเวลา

เพราะว่า ถ้าสิ่งใดมีเหตุเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็คือ มีความเป็นอนิจจัง คือ ความเป็นของไม่เที่ยง สำคัญหมายโดยความเป็นของไม่เที่ยง

ซึ่งความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ว่า ให้ทำลาย

แต่การเจริญอนิจจสัญญา หมายความว่า "พอเราหมายรู้โดยความเป็นของไม่เที่ยงในสิ่งนั้นแล้ว สิ่งนั้นก็จะไม่ควรค่าแก่การที่เราจะไปยึดถือเอาไว้"

พอเราเจริญตรงนี้ ในขันธ์ ๕ ก็ตาม ในอายตนะ ๖ ก็ตาม ก็จะทำให้เกิดความปล่อยวางได้ นั่นคือ "อนิจจสัญญา"

[๔๖๔] ภิกษุเจริญอนัตตสัญญา …

คือ การเห็นอนัตตา ๔ นัยยะ คือ ขันธ์ ๕

อนัตตสัญญาข้อนี้ ก็ต้องเอาเรื่องการเห็นอนัตตา ๔ อย่าง ซึ่งอาตมาได้พูดถึงเรื่องของสักกายทิฏฐิไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สักกายทิฏฐิ คำว่า "ทิฏฐิ" คือ ความเห็น ความเห็นว่า อะไร?"เห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอัตตา" อะไรที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง? "ขันธ์ ๕ เห็นขันธ์ ๕ ว่า เป็นอัตตา" มันจึงตรงกันข้ามกันกับ "อนัตตสัญญา"

"สักกายทิฏฐิ" คือ ความเห็นโดยความเป็นอัตตา คือ ขันธ์ ๕

"อนัตตสัญญา" จึงมาแก้ตรงนี้ จึงมาแก้ "สักกายทิฏฐิได้"

เพราะว่า "อนัตตสัญญา" เป็น "มรรค"

คุณเห็นเที่ยงแท้แน่นอนโดยความเป็นตัวตน ในอะไร?"ขันธ์ ๕"

ความเข้าใจนี้ไม่ถูกใช่ไหม? คุณเข้าใจขันธ์ ๕ โดยความเป็นตัวตน แล้วคุณจะทำอย่างไง?"คุณจะเห็นอนิจจสัญญา คุณก็ต้องเห็นในขันธ์ ๕, คุณจะเห็นอนัตตสัญญา คุณก็ต้องเห็นในขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป็นที่รวมของทั้่ง เหตุเกิดทุกข์ ในที่นี้คือ "สักกายทิฏฐิ" หรือว่า "ตัณหา" ก็รวมอยู่ในขันธ์ ๕ นี้

"ความยึดถือ ไม่มีที่อื่นนอกจากในขันธ์ ๕" อุปทานไม่มีที่อื่น นอกจากในขันธ์ ๕ ตัณหาไม่มีที่อื่น นอกจากในขันธ์ ๕ เพราะมีตัณหา จึงมีอุปทาน ตัณหา ก็อยู่ในขันธ์ ๕ นี่แหละ เวลาคุณจะเอาของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง, ความเป็นอนัตตา คุณก็ต้องเอาไปใส่ในขันธ์ ๕ นี่แหละ

[๔๖๕] ภิกษุเจริญมรณสัญญา … อย่างสมัยปัจจุบันเหตุปัจจัยแห่งความตายของเรามีมาก เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งไม่คิดว่า ฉันจะเป็นเลย ฉันไม่คิดว่า ฉันจะโดนได้เลยเนี่ยนะ แต่คุณโดน, โรคมะเร็งก็เหมือนกัน ฉันไม่คิดว่า ฉันจะมีเหตุปัจจัยเสี่ยงเลย แต่คุณเป็น มันก็เป็นอย่างนี้ ทีนี้ เป็นแล้วไม่ใช่ให้กลัวตาย มรณสัญญา ไม่ใช่ว่า กลัวตาย กลัวตาย ไม่ใช่คิดแต่ว่า ฉันจะตายๆ สุดโต่งมันมี ๒ ข้าง กลัวจนทำอะไรไม่ถูกนี่ก็อย่างหนึ่ง กับ ไม่กลัวไปเลย แบบกล้าบ้าบิ่น แบบไม่กลัวตาย แต่ไม่มีปัญญา ในลักษณะกล้าบ้าบิ่น ทุ่มเทเกินไป ไม่รู้อันตราย อะไรต่างๆ

เพราะฉะนั้น ทางสายกลาง คือ อะไร?" ไม่กลัวตายแน่ แต่ก็ไม่ใช่กล้าบ้าบิ่นแน่ แต่ไม่กลัวตาย ในลักษณะที่ว่า เพราะคุณรู้เหตุ รู้ปัจจัย "ถ้าเหตุปัจจัยในความตายมี ความตาย ก็มี ถ้าเหตุปัจจัยในความไม่ตาย มี ความไม่ตาย มันก็มี" ท่านเปรียบไว้เหมือนกับ คนที่โดนไฟไหม้ผม ไฟไหม้เสื้อผ้า คุณต้องรีบดับไฟที่ผม ดับไฟที่เสื้อผ้าทันที เหมือนกันว่า ถ้าเราตระหนักถึง ร้อนใจแล้ว ในใจคุณยิ่งต้องรู้อริยสัจ ๔ คือ อยู่ที่จิตใจของเราว่า ถ้าเรารู้เข้าใจความเป็นเหตุ เป็นผล เราจะไม่ตื่นเต้นมาก จะมีความระมัดระวัง มีสติสัมปชัญญะ จะจับหน้า จับอะไรอย่างนี้ ก็ไม่จับ จะรู้ตัวอยู่ คอยระวัง เพราะว่ามีสติสัมปชัญญะอยู่ ใคร่ครวญให้เกิดปัญญา และก็ระลึกถึงกุศลธรรมให้มันได้ ขณะที่ระลึกถึงกุศลธรรมได้ ก็รู้ด้วยว่า "ความตายมันก็ไม่ไกล มันก็จะไม่มีปัญหา" เราก็จะยังเป็นผู้ที่ผาสุกได้ ใน"มรณสัญญา"

[๔๖๖] ภิกษุเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา …คือ ความหมายรู้โดยความเป็นของปฏิกูลในอาหาร

[๔๖๗] ภิกษุเจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา …คือ การเห็นโลกทั้งปวงโดยความเป็นของไม่น่ายินดี ไม่น่าเพลิดเพลิน ไม่น่าพอใจ

[๔๖๘] ภิกษุเจริญอัฏฐิกสัญญา … คือ การพิจารณาเห็นกระดูก เห็นซากศพที่มีแต่หนอน

[๔๖๙] ภิกษุเจริญปุฬวกสัญญา …คือ พิจารณาเป็นกระดูก เป็นศพ ขึ้นเขียว ศพขาดเป็นท่อนๆ และศพขึ้นพอง

[๔๗๐] ภิกษุเจริญวินีลกสัญญา …

[๔๗๑] ภิกษุเจริญวิจฉิททกสัญญา …

[๔๗๒] ภิกษุเจริญอุทธุมาตกสัญญา …

[๔๘๑] ภิกษุ เจริญกายคตาสติ …

Time index

[05:25] หัวข้อวันนี้

[07:10] 463 อนิจจสัญญา 

[09:36] 464 อนัตตสัญญา

[12:29] 465 มรณสัญญา

[17:15 ]466 อาหาเรปฏิกูลสัญญา

[24:38] 467 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา

[27:52] 468 อัฏฐิกสัญญา คือศพมีแต่กระดูก

[36:02] 469 ปุฬวก คือศพมีแต่หนอน

[36:34] 470 วินีลก คือศพขึ้นเขียว

[43:50] 471 วิจฉิททกสัญญา คือศพขาดเป็นชิ้นเป็นท่อน

[44:54] 472 อุทธุมาตกสัญญา คือศพขึ้นพอง

[46:45] 481 กายคตาสติ