“ ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่งที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้ เมื่อเป็นมิจฉาทิฏฐิ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น”

“เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนสัมมาทิฏฐินี้ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น”

 “เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไปเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้ เมื่อเป็นมิจฉาทิฏฐิกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป”

“เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไปเหมือนสัมมาทิฏฐินี้ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป”

มิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ

มิจฉาทิฏฐิ เป็นเหตุให้อกุศลที่ยังไม่มีให้เกิดขึ้น อกุศลที่มีแล้วก็มีมากขึ้น

 สัมมาทิฏฐิ เป็นเหตุให้กุศลที่ยังไม่มีให้เกิดขึ้น กุศลที่มีอยู่แล้วก็มีความเจริญขึ้น

มิจฉาทิฏฐิ เป็นเหตุให้กุศลที่ยังไม่มีไม่ให้เกิดขึ้น กุศลที่มีแล้วก็เสื่อมลง

 สัมมาทิฏฐิ เป็นเหตุให้อกุศลที่ยังไม่มีไม่ให้เกิดขึ้น อกุศลที่มีอยู่แล้วก็เสื่อมไป

สอดคล้องกับสัมมัปปธาน4  คือ ความเพียรละบาปอกุศลที่ที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ให้เกิดขึ้น  ความเพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ความเพียรที่ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และความเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้มั่นคง เจริญขึ้น  หรือเป็นอันเดียวกันกับสัมมาวายามรรค

 สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก เป็นเหตุที่ทำให้กิเลสลด เป็นความรู้ความเห็นที่เป็นกุศล ความรู้ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องในเรื่องอริสัจสี่ คือ ความทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค 

สัมมาทิฏฐิ เป็นการสลัดแอกจากเครื่องร้อยรัด สลัดกิเลสให้หลุด ซึ่งในบางครั้งอาจจะขัดกับความรู้สึกของเราบ้าง เช่น พระเวสสันดร บริจาคทานลูกให้กับชูชก แต่เป็นการสละที่ยิ่งใหญ่สละสิ่งที่ตนเองรักออกไป ซึ่งเป็นความเห็นที่ถูก 

มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นที่ทำให้กิเลสเพิ่ม เป็นความเห็นที่นอกเหนือจากการรู้ในอริยสัจสี่ เป็นการไม่รู้ไม่เห็นในทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ความรู้ทางโลกที่มีมากไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือด้านวิชาการต่างๆหากเป็นไปเพื่อกิเลสก็นับว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้แต่ความรู้ในอริยสัจสี่ก็ตามหากรู้เห็นไม่ถูกต้องก็นับว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ

ความรู้ความเห็นว่าการกระทำใดๆที่ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการนี้ ถือว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ คือ 1.สัมมาทิฏฐิ คือความรู้ในอริยสัจสี่ 2.สัมมาสังกัปปะ คือความดำริในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท ความคิดที่ไม่เบียดเบียน 3. สัมมาวาจา คือการไม่พูดส่อเสียด คำหยาบ คำเพ้อเจ้อ โกหก 4. สัมมากัมมันตะ คือการงานที่ถูกต้องไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม การไม่ดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท  5. สัมมาอาชีวะคือการดำเนินชีพโดยอาศัยหลักธรรมที่กล่าวมาไปใช้ ไม่ได้หมายถึงอาชีพ 6. สัมมาวายามะ ความเพียรที่จะลดกิเลส เพิ่มกุศล 7. สัมมาสติ คือการระลึกได้ ไม่ให้จิตเพลิดเพลินไปตามการรับรู้ในสิ่งต่างๆ และ 8. สัมมาสมาธิ ความที่มีจิตเป็นอารมณ์อันเดียว 

 

Time index

[05:38] เกริ่นนำ   

[07:31] มิจฉาทิฏฐิ / สัมมาทิฏฐิ  กุศล อกุศล   

[12:30] อธิบายเรื่องความเห็นถูกเห็นผิด

[14:28] ตัวอย่างเรื่องพระเวสันดร กรณีที่เป็นสัมมา   

[17:10] เรียนสูงแต่ถ้าไม่เข้าใจอริยสัจก็เป็นมิจฉา   

[24:17] เรื่องถูก แต่อาจจะเป็น มิจฉาได้

[31:00] ความแตกต่างของความเพียรกับความอยาก

[38:31] อธิบายมรรค 8 อย่างสั้นๆ

[48:10] ตัวอย่างการดำเนินที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ     

[50:00] การเปรียบเทียบมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิอีกนัยหนึ่ง