แม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าเองก็ยังไม่มีญาณทัสสนะอยู่ตลอดเวลา แต่จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อดึงเอาออกมาใช้งาน ดังนั้นหากต้องการระลึกถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา ให้ตั้งสติและทำจิตให้สงบ อย่าไปกังวลใจหรือพยายามนึกให้ได้ซึ่งถือเป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง ควรเริ่มต้นจากเอาใจจดจ่อเพื่อให้เกิดสติ เพราะในสติก็มีปัญญาหรือญาณแทรกอยู่ด้วย

Time index

[07:21] ผู้ถามฟังธรรมมาก็นานหลายปีแล้วแต่ทำไมไม่ค่อยเข้าใจ ขณะที่ฟังอยู่ก็พอเข้าใจแต่ไม่นานก็หลงลืม ถ้าเป็นแบบนี้จะทำอย่างไรให้ความจำนี้สามารถจำได้ดี

[08:14] ต้องนำ คุณสมบัติของพหูสูต มาประยุกต์ใช้ นั่นคือจิตต้องเป็นสมาธิและซ้อมย้ำอย่างสม่ำเสมอ

[09:15] ถ้าความจำหลงลืมแบบนี้ก่อนตาย จะระลึกคำสอนของพระพุทธเจ้าได้หรือไม่ ซึ่งในขณะที่ฟังธรรมจะตั้งใจฟังมากและมีความสุขกับการฟังธรรมมาก แต่ไม่นานก็หลงลืม เมื่อมาได้ยินหรือได้ฟังอีกครั้งก็จะระลึกว่าพระสูตรนี้เป็นแบบนี้ ๆ (ทั้งนี้ผู้ถามมีอายุ 60 กว่าปีแล้ว) 

[25:57] จากรายการธรรมะรับอรุณในวันพฤหัสที่ 29 สิงหาคม 2562 ผู้ถามต้องการทราบว่า ผู้ที่ทำสมาธิแล้วนิ่งเงียบ ถือว่าเข้าถึงฌานหนึ่ง (ปฐมฌาน) ได้หรือไม่ เนื่องจากในรายการได้เทศน์เกี่ยวกับ "คาวีอุปมาสูตร" โดยกล่าวไว้ดังนี้ "เธอเป็นบัณฑิตมีไหวพริบ รอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปิติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่" โดยที่ผู้ถามขอตีความดังนี้

นิ่งเงียบ คือ สงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรม ดังนั้นจึงเข้าถึงปฐมฌาน

วิตก คือ รู้ความที่จิตกำหนดอยู่ที่ความนิ่งเงียบ

วิจาร คือ รู้ความที่จิตซึมทราบทั่วถึงต่อความนิ่งเงียบ

ปิติ คือ อิ่มใจในความสำเร็จที่ทำจิตให้นิ่งเงียบ

สุข คือ ได้รับสุขเวทนาจากความนิ่งเงียบ

[38:12] ในสมาธิขั้นฌานสี่ จิตอยู่ในอารมณ์ของอุเบกขากับเอกัคคตารมณ์นี้ จิตมีความเป็นกลางหรือไม่

[47:07] ต้องการทราบว่า บุญที่เราจะทำและสะสมไว้ เพื่อแผ่เมตตาออกไปนั้น เมื่อก่อนผู้ถามจะเข้าใจเพียงต้องมีการใส่บาตร ทำบุญถวายสิ่งของ หรือต้องบริจาคเงินสิ่งของอะไรทำนองนี้ แต่ตอนนี้ผู้ถามเข้าใจเพิ่มเติมว่า การทำสมาธิก็เป็นบุญเช่นกัน ตอนแรกก็เคยคิดว่า การนั่งนิ่งๆ มีสติจะเป็นบุญได้อย่างไร นอกจากอาจทำให้เราสงบเย็นแค่นั้น แต่ตอนนี้ผู้ถามเข้าใจเองว่า การที่บอกว่าฝึกเจริญสมาธิและภาวนานั้น กล่าวคือสมาธิจะฝึกให้เรามีสติตลอด เมื่อมีสติก็จะทำให้เรา รู้เห็นกายใจให้สงบเย็น เมื่อเย็นตลอดแล้วจิตจะไม่ค่อยมีโทสะ ราคะ มันจะเป็นพลังซึ่งก็คือ บุญที่ให้กับพวกที่เป็นกายละเอียดต่างๆได้ เพราะพวกนั้นจะมากินอาหารอย่างพวกเราไม่ได้ ส่วนการเจริญภาวนานั้นจะฝึกให้รู้เห็นถึงความเป็นจริงของชีวิต เมื่อรู้เห็นบ่อยๆ มากๆ ก็ทำให้เราเบื่อหน่ายในการเกิด ทำให้เราคลายความหลงต่างๆ เมื่อเราคลายความหลงได้เราจะมีความสุข เมื่อสุขจิตเราจะมีแต่ความเย็นและจิตที่เย็นนี้คือ พลังที่เราสามารถแผ่ให้ผู้ที่มีกายละเอียดต่างๆ ได้ และยังเข้าใจเองอีกว่า การที่ทำไมเห็นเวลาใครไปฝึกอยู่ตามสถานที่ปฏิบัติธรรมต่างๆนั้น ที่ต้องมานั่งอดทนกับความหิวหรือต้องอยู่ในข้อวัตรที่ดูแล้วอึดอัดต่างๆ ที่ต้องปฎิบัตินั้นก็เพื่อให้เรามีขันติคือ ความอดทน และความอดทนนี้(ที่ไม่คับแค้น) จะเป็นพลังงานที่เราแผ่ให้กับ พวกกายละเอียดต่างๆ ได้คือ ผู้ถามมองว่าอาหารของพวกกายละเอียดต่างๆ นั้นคือ พลังงานที่ดีต่างๆ ซี่งทั้งหมดนี้ไม่แน่ใจว่า ผู้ถามจะเข้าใจผิดบ้างหรือไม่