“ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ด้วยศรัทธา ยังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษา ควรคบกัลยาณมิตรผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน

ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ด้วยศรัทธา ยังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษาต้องพำนักอยู่ในหมู่สงฆ์ผู้ฉลาดเพื่อศึกษาพระวินัย

ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ด้วยศรัทธา ยังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษา ต้องเป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่ควรและไม่ควร ไม่ควรประพฤติตนเป็นคนออกหน้าออกตา”

พระอุบาลีเถระ ภิกษุสาวกผู้เลิศด้านพระวินัย

ท่านได้ตั้งความปรารถนาเป็นเอตทัคคะด้านนี้ไว้เมื่อสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ชาติสุดท้ายเกิดเป็นนายภูษามาลาชื่ออุบาลี เมื่อพระพุทธเจ้าดสด็จนิวัตรกรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าชายศากยะพากันออกบวชตามพระพุทธเจ้า นายอุบาลีก็ต้องการบวชเช่นเดียวกัน เจ้าชายศากยะจึงให้นายอุบาลีบวชก่อนเพื่อลดมานะกษัตริย์ของตน ในพรรษาแรกยังไม่บรรลุธรรมใดๆจึงขออนุญาตพระพุทธเจ้าไปอยู่ในป่า พระพุทธองค์ได้ตรัสห้ามตรัสถึงผลดีผลเสียของการอยู่ป่า  การไม่ได้อยู่ในป่าก็สามารถบรรลุธรรมได้ทั้งจะได้เรียนศึกษาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระด้วย ต่อมาก็ได้บรรลุพระอรหัต ท่านได้เล่าเรียนและทูลถามจนเป็นผู้รอบรู้แตกฉานพระวินัยบัญญัติเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้วินิจฉัยคดีต่างๆเกี่ยวกับภิกษุ ภิกษุณี โดยเฉพาะ 3 เรื่อง คือเรื่องภารุกิจฉุกะ เรื่องอัชชุกะและเรื่องพระกุมารกัสสปะ นี้ก็ได้รับยกย่องว่าเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกด้านผู้ทรงวินัย หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานมีการสังคายนาท่านได้เป็นพระผู้วิสัชชนาพระวินัยถึง3ครั้ง

พระนันทกเถระ ภิกษุสาวกผู้เลิศด้านผู้กล่าวสอนนางภิกษุณี

ท่านออกบวชในวันที่พระพุทธเจ้าทรงรับพระเชตวันหลังจากฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็เกิดศรัทธา บวชแล้วเจริญวิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัต เป็นผู้ชำนาญในบุพเพนิวาสญาณสามารถระลึกชาติของตนและผู้อื่นได้กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ จึงใช้ความรู้นั้นเป็นประโยชน์แก่การแสดงธรรมได้ตรงใจคนฟัง คราวเมื่อเจ้าสากิยานี 500 นางขอบวชเป็นภิกษุณีในสำนักของพระนางปชาบดีโคตมี นางภิกษุณีจะต้องปฏิบัติตามครุธรรม 8 ประการซึ่งมีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้พระนันทกะถึงความเป็นเอตทัคคะคือภิกษุณีต้องหวังธรรม2ประการคือถามถึงวันอุโบสถ และเข้ารับฟังโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ดังนั้นท่านจึงเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่ต้องให้โอวาท ท่านอาศัยความชำนาญในการระลึกชาติคำนึงถึงอดีตชาติของเหล่าภิกษุณีทำให้แสดงธรรมได้เหมาะสมไพเราะจับใจ โดยการถามแล้วให้ภิกษุณีตอบสลับกับการอธิบายประกอบด้วยอุปมาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงแสดงไว้จนบรรดาภิกษุณีได้บรรลุธรรมทุกรูปอย่างต่ำได้ขั้นพระโสดาบันจนถึงพระอรหัน

พระนันทเถระ ภิกษุสาวกผู้เลิศด้านสำรวมอินทรีย์

ท่านได้ตั้งความปรารถนาในความเป็นเอตทัคคะไว้ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านเกิดเป็นพระอนุชาต่างมารดากับพระพุทธเจ้า ท่านบวชเพราะเกรงใจพระพุทธเจ้าในขณะที่กำลังเข้าพิธีแต่งงาน หลังจากบวชแล้วก็คิดถึงอต่นางชนบทกัลยาณีพระพุทธเจ้าจึงได้นำไปจาริกไปในเทวโลกเห็นนางเทพอัปสรที่งามกว่านางชนบทกัลยาณีก็อยากได้ จึงตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุพระอรหัต ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในการบริโภค ประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ จนพระพุทธเจ้าได้ยกย่องว่าพระนันทเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกผู้สำรวมอินทรีย์

Time index

[07:26] ความเป็นมาของพระอุบาลี

[09:22] ชาติสุดท้ายได้เกิดเป็นช่างตัดผม

[12:55] นายอุบาลีไปกับเจ้าชายทั้ง6 เพื่อไปบวช

[14:17] พระอุบาลีขอไปอยู่ป่าเพื่อจะได้บรรลุธรรม

[18:30] เวลาจะชำระอธิกรณ์จะต้องเรียกพระอุบาลีมา

[23:58] พระอุบาลีเป็นผู้รวบรวมพระวินัยในการสังคายนา

[27:17] ความเป็นมาของพระนันทกะ

[30:33] ชาติสุดท้ายเกิดในครอบครัวของคหบดี

[33:34] พระนันทกะไม่ยอมไปสอนภิกษุณี

[43:44] พระนันทะเป็นน้องชายของพระพุทธเจ้า

[47:45] พระนันทะบวชเพราะเกรงใจพระพุทธเจ้า

[49:50] พระนันทะปฏิบัติอย่างเต็มที่เพราะอยากได้นางเทพอัปสร