อริยมรรคมีองค์แปด เป็นเครื่องมือที่ใช้สำรอก ขูดเกลา รื้อถอน กำจัดสิ่งที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ผูกกับแอกของกิเลสตัณหาและความยึดถือ โดยเริ่มต้นจากศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ ไม่ใช่ศีลที่ถูกตัณหาลูบคลำ จนเกิดเป็นปัญญาที่ใช้ชำแรกกิเลสได้หมดจด ซึ่งเป็นกระแสการบรรลุธรรมของอริยบุคคลในขั้นต่างๆที่เริ่มต้นจากโสดาบันจนกระทั่งถึงพระอรหันต์ได้

Time index

[01:10] แนะนำรูปแบบรายการใหม่ในแต่ละวันตลอดทั้งสัปดาห์เพื่อการนำหลักธรรมะไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และช่องทางในการติดต่อ

[05:57] อ้างอิงจากที่พระอาจารย์มหาไพบูลย์ฯ ได้อธิบายเรื่องพระมหาเวทัลลสูตรนั้น จึงต้องการคำอธิบายอย่างละเอียดในขั้นตอนที่ 5 คือ วิปัสสนาอนุเคราะห์

"สัมมาทิฏฐิ มีเจโตวิมุติเป็นผลและมีผลคือเจโตวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย มีปัญญาวิมุติเป็นผลและมีผลคือปัญญาวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย"

"อันองค์ธรรม 5 ประการอนุเคราะห์แล้วคือ สัมมาทิฏฐิ อันศีลอนุเคราะห์แล้ว 1 อันสุตะอนุเคราะห์แล้ว 1 อันสากัจฉาอนุเคราะห์แล้ว 1 อันสมถะอนุเคราะห์แล้ว 1 อันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว 1 สัมมาทิฏฐิ มีเจโตวิมุติเป็นผลและมีผลคือเจโตวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย มีปัญญาวิมุติเป็นผลและมีผลคือปัญญาวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย อันองค์ธรรม 5 ประการนี้แลอนุเคราะห์แล้ว"

[10:02] บุคคลที่จะบรรลุธรรมขั้นพระอรหันต์ได้จะต้องมีเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติชนิดที่หาอาสวะไม่ได้ กล่าวคือการมีสมถะและวิปัสสนาในระดับที่พอดีกันจนอาสวะไม่สามารถตั้งอยู่ได้

[13:15] โสดาบันคือ ทิฏฐิในเบื้องต้นที่จะทำให้เราตามกระแสของอริยมรรคมีองค์แปดเพื่อเข้าสู่ความเป็นอรหันต์ จึงเป็นสิ่งที่เราต้องละวิจิกิจฉา(หนึ่งในนิวรณ์ 5) ให้ได้ ซึ่งเกิดมาจากสมาธิที่มีพอประมาณ ที่มาจากศรัทธาที่เต็มเปี่ยมและทำให้เกิดความลงมั่น ไม่หวั่นไหว จนเป็นผลให้มีศีลที่เต็ม

[15:37] สกิทาคามีคือ การที่มีทิฏฐิในศีลละเอียดมากขึ้น มีสมาธิเต็มมากขึ้น ราคะ โทสะ และโมหะเบาบางน้อยลง ซึ่งสืบเนื่องมาจากการฟังธรรม(สุตตะ) ใคร่ครวญธรรม และการสอบถามทวนถามธรรม(สากัจฉา) ถามคำถามเกี่ยวกับความหมายในหลายนัยยะ สิ่งใดที่ทำแล้วเกิดสุขหรือทุกข์ สิ่งใดที่ทำแล้วเกิดประโยชน์หรือโทษในปัจจุบันนี้หรือในเวลาต่อๆไป

[17:02] อนาคามีคือ การที่เรามีศีลเต็มและปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ จิตใจจะน้อมไปในสมาธิได้ง่ายขึ้น เพราะความฟุ้งซ่านและความไม่สงบในใจลดลงจากการที่มีราคะ โทสะ และโมหะเบาบางน้อยลง จนทำให้มีสมถะและสมาธิเต็มในที่สุด มีปัญญาพอประมาณที่จะเห็นความไม่ใช่ตัวตนซึ่งยังไม่สามารถละได้ แต่จะสามารถละกามและพยาบาทได้

[21:13] สัมมาทิฏฐิ เป็นองค์ธรรมนำหน้าของหมวดธรรมต่างๆ เป็นไปเพื่อการสลัด ละตัณหา กิเลส และอวิชชาให้เบาบางลง ดังนั้นหากการคิด พูด หรือกระทำใดๆที่เพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้นย่อมจัดเป็นมิจฉาทั้งสิ้น

[28:58] เมื่อเราฝึกปฏิบัติบูชาจนจิตนิ่งในขณะเข้าสมาธิแล้ว ขั้นตอนต่อไปเราควรทำอย่างไรต่อไป เนื่องจากเมื่อจิตเข้าสมาธิลึกๆ นั้นจะไม่มีความรู้สึก นึกคิด เสียงหรือภาพใดๆ เลย

[32:28] สมาธิคือ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว หากจะมุ่งเน้นเฉพาะสัมมาสมาธิจะต้องมีองค์ประกอบรายล้อมของมรรค 7 อย่างที่เป็นไปเพื่อการทำให้กิเลสลดลง อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ และสัมมาสติ

[35:13] ต้องรักษาสมดุลของสมถะและวิปัสสนาให้ได้ ด้วยการพิจารณาในกายหากเกิดความง่วงในการนั่งสมาธิ การไม่ยินดีทั้งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำสมาธิ แต่ให้เห็นว่ามีการอาศัยเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เห็นถึงความไม่เที่ยง เห็นถึงความเป็นอนัตตา

[42:04] "ทำให้มาก เจริญให้มาก" การฝึกซ้ำๆ ย้ำๆในการเข้าและออกสมาธิจนชำนาญ จะทำให้เรามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ เห็นเหตุและผล เห็นความไม่เที่ยงในสภาวะ เห็นความเป็นอนัตตา ไม่ควรถือว่าเป็นตัวเราของเรา จึงควรละวางเสีย ด้วยการตั้งสติไว้เพื่อให้ระลึกเห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดดับ เห็นตามความเป็นจริง จึงมีความหน่าย คลายกำหนัด และปล่อยวางได้ ซึ่งจะค่อยๆทำให้เกิดปัญญาขึ้นตามกระบวนการเป็นลำดับขั้นไป