สัมมาคือสลัดแอก เป็นการสลัด ละตัณหา กิเลส และอวิชชาให้ลดลง เบาบางลง ดังนั้นหากจะแปลความหมายที่แท้จริงของ "สัมมาทิฏฐิ" ได้อย่างถูกต้องก็คือ การมีความเห็นที่ถูกต้อง เป็นไปในทางกุศล เพื่อการสลัด ละตัณหา กิเลส และอวิชชาให้เบาบางลง

"สัมมาอาชีวะ" หมายถึง การดำเนินชีพหรือมีความเป็นอยู่ทางกาย วาจา และใจอย่างเป็นปกติ โดยมีองค์ธรรมนำหน้าคือ สัมมาทิฏฐิ ที่จะสามารถแยกแยะและบอกได้ว่า การดำเนินชีพที่เรากำลังกระทำอยู่ตกอยู่ในขอบข่ายของสัมมาอาชีวะหรือมิจฉาอาชีวะ

Time index

[06:37] คำถามเกี่ยวกับเรื่องมิจฉาอาชีวะ ซึ่งในวันนี้กำลังดำเนินไปในพรรคการเมืองหลายพรรคในประเทศไทยนั้น นักการเมืองไทยส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในมิจฉาทิฏฐิใช่หรือไม่ และจะหาวิธีแก้อย่างไร ที่จะเปลี่ยนนักการเมืองที่ใช้มิจฉาอาชีวะมาทำลายชาติและบ้านเมือง รวมทั้งพรรคการเมืองที่มีสัมมาอาชีวะด้วย

[09:28] สัมมาอาชีวะมีองค์ธรรมนำหน้าคือ สัมมาทิฏฐิ

[12:12] สัมมาคือสลัดแอก เป็นการสลัดละตัณหา กิเลส และอวิชชาให้ลดลงหรือเบาบางลง ในทางตรงกันข้าม มิจฉาคือ การเพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้น

[15:21] สัมมาอาชีวะคือ ศิลปะในการดำเนินชีวิต หาทรัพย์หรือหาเลี้ยงชีพ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนที่เกี่ยวเนื่องด้วยโลก เนื่องด้วยของหนัก และ ส่วนที่เหนือโลก(โลกุตตระ) ทางเป็นไปเพื่อพระนิพพาน

[19:31] คนบนโลกนี้น่าจะรู้ดีรู้ชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจอยู่แล้ว ถือว่ามีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นบ้างแล้วในใจ หากแต่จะลงมือกระทำหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

[20:24] ลงมือกระทำหรือไม่ขึ้นอยู่กับสติและความเพียร(วิริยะ) กล่าวคือ หากด้านสัมมามีกำลังมากกว่ามิจฉา ก็จะทำให้เกิดการกระทำไปในทางที่ดีและเป็นไปเพื่อกุศลธรรม ในทางกลับกันหากด้านมิจฉามีกำลังมากกว่าสัมมา ก็จะทำให้เกิดการกระทำไปในทางที่ไม่ดีไม่งามและเป็นไปเพื่ออกุศลธรรมด้วย

[25:34] การพัฒนาให้ดีขึ้น เกิดมีขึ้นได้หรือปรับแก้ ต้องเริ่มจากปัญญาที่สามารถมองเห็นโทษของสิ่งที่ไม่ดี ควรจะมีผู้ชี้นำบอกสอน โดยการศึกษาและถือเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตรด้วย

[26:56] อย่าเหมารวม แต่ควรแยกแยะ เจาะจง ลงรายละเอียดให้ได้มากที่สุดทั้งตัวบุคคล เวลา และสถานการณ์

[32:29] ควรรักษาทั้งตนเองและรักษาผู้อื่น ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน

[34:54] นักการเมือง เป็นผู้ที่มีกำลังทั้งในรูปแบบของอำนาจและเงิน สามารถทำงานเพื่อผู้อื่นและช่วยเหลือคนอื่นได้ เพราะมีความดีอยู่ในใจอยู่แล้ว ยึดหลักของสัมมาวาจาเป็นที่ตั้งได้แก่ มีความซื่อสัตย์ วาจาเชื่อถือได้ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดแบบโปรยประโยชน์ทิ้งเสีย ไม่พูดเพื่อยุยงให้แตกกัน เกิดความสะเทือนใจต่อผู้ฟัง และพูดเพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี

[41:15] จัดการกิเลสในจิตใจทั้งของตนเองและประชาชนส่วนรวมไม่ให้ฟูขึ้น ดีกว่าคิดจะจัดการแต่เรื่องกฏหมายบ้านเมือง อีกทั้งส่งเสริมและจัดการให้คนดีมีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองด้วย

[43:24] การเมืองไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต อย่างไรก็ตามเรายังคงต้องรักษาความดีของตนเองได้ด้วยการปฏิบัติตนตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อความเจริญไปทั้งทางศีล สมาธิ และปัญญา

[50:11] คำบอก คำสอนใดๆ รวมถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า ฟังแล้วต้องให้เกิดประโยชน์ ให้เข้าถึงใจอย่างถ่องแท้ โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือศรัทธา ทำจริงแน่วแน่จริง ระลึกถึงสิ่งที่ดีและละสิ่งที่ไม่ดีได้