คนที่ถ้ามีศีลเป็นพื้นฐาน หมั่นฟังธรรมอยู่เป็นประจำแล้ว ควรจะมนสิการโดยแยบคายในขันธ์ทั้ง 5เห็นโดยความเป็นอนัตตลักษณะ 11อย่าง คือ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดุจหัวฝี เป็นดุจลูกศร เป็นความยากลำบาก มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ตามเหตุปัจจัยเป็นธรรมดา ทรุดโทรมไป เป็นของไม่มีสาระแก่นสาร เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตัวตน แล้วอะไรคือสาระที่จะเข้าไปยึดถือในสิ่งนั้น

พิจารณาใคร่ครวญซ้ำ ๆ ใน 4ขั้นตอนที่เมื่อทำให้ละเอียดแยบคาย ลึกซึ้งลงไปเป็นลำดับเหมือนนายขมังธนูที่ซ้อมแล้วซ้อมอีก เหมือนการขับรถคันเดิม แต่ก้าวหน้าขึ้น เมื่อความทุกข์ที่ลดลงไปทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ จิตมีความนุ่มลงสงบลง จะสามารถทำให้มีความก้าวหน้าในทางปฏิบัติได้แน่นอน

Time Index

[00.35] เริ่มต้นปฏิบัติด้วยการตั้งสติขึ้น ระลึกถึงลมหายใจ (อานาปานสติ)ทำความเข้าใจเห็นความไม่เที่ยงต่าง ๆ ในขันธ์ทั้ง 5

[17.38] ขันธ์ 5ตามนัยนะที่พระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะ สนทนากัน ในสีลวันตสูตร

[25.55]รูปขันธ์ คือ กองรูปที่สามารถแตกสลายเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ และลม

[28.01]เวทนา คือ ความรู้สึกที่เป็นสุข เป็นทุกข์และไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข เกิดเมื่อมีผัสสะหรือการกระทบแล้ว

[29.02]สัญญา คือ กริยาที่หมายรู้ขึ้นได้ ความหมายรู้

[31.10]สังขาร คือ การปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก หยาบละเอียด ให้สำเร็จรูปเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

[33.05]วิญญาณ คือ การรู้แจ้ง การรับรู้ตามช่องทางทั้ง 6

[34.26]อินทรีย์ 5คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่รับรู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่แล่นไปสู่ช่องทางใจ ตรงมโนวิญญาณ เมื่อ 3อย่างรวมกันจึงเป็น “ผัสสะ” เกิดเป็นความหมายรู้คือ “สัญญา”เพราะมีการปรุงแต่งทางใจเรียกว่า “มโนสังขาร” ในขันธ์ 5ไม่แยกกันแต่รวมกัน แต่กิจ (หน้าที่) ที่ควรทำแตกต่างกัน

[36.59]ใช้ปัญญามนสิการใคร่ครวญขันธ์ 5ในอนัตตลักษณะ 11อย่าง เพื่อให้เกิดการรอบรู้อย่างถูกต้อง ปรับความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ จะเป็นไปได้ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

[39.03]ฟังเทศน์ มีศีลแล้ว ต้องพิจารณาขันธ์ 5 /ทุกข์ ให้เห็นโดยความเป็นโรค เป็นหัวฝีฯ ฝึกซ้อมเหมือนนายขมังธนู

[40.58]พิจารณาด้วยปัญญาต่อ แซะไป ๆ จนกิเลส ราคะโทสะโมหะ เบาบางลง นั่นคือ สัมมาวายามะ อกุศลธรรมลดลง กุศลธรรมเพิ่มขึ้น เป็นผลให้ปัญญามากขึ้น ละเอียดลง สิ่งที่สูงขึ้นและเป็นไปได้ที่จะทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล

[43.10]พิจาณาซ้ำโดยความเป็นอนัตตา ละเอียดลงอีก จากรู้แค่เป็นทุกข์เฉย ๆ มนสิการใคร่ครวญโดยแยบคาย จนรู้ว่าทุกข์เป็นของที่ควรกำหนดรู้ว่า เหตุมีมาอย่างไร รสอร่อยอย่างไร และโทษอันต่ำทรามคืออะไร เมื่อรู้ลึกซึ้ง 3อย่างนี้ จะหน่ายคลายกำหนัด ละวางกามที่มีโทษมาก วางความขัดเคืองคือปฏิฆะต่าง ๆ ที่มากับขันธ์ 5ได้ นั่นคือเป็นไปได้ที่จะทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล

[45.16]พิจารณามรรคในขันธ์ 5อยู่เรื่อย ๆ จะเข้าใจขันธ์ 5มรรคต้องทำให้มากขันธ์ 5ต้องเข้าใจ จะเข้าใจขันธ์ 5ต้องเจริญมรรคในขันธ์ 5

[49.45]ละเอียดลง ๆ จนเห็นชัดเจนว่า ไม่ควรค่าแก่การยึดถือ วางอุปาทานในขันธ์ทั้ง 5ได้แล้ว เป็นไปได้ที่จะทำให้แจ้งซึ่งอรหันตผล

[53.48]บรรลุเป็นอรหันต์แล้ว พิจารณาขันธ์ 5เหมือนเดิม เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันแต่กิจที่จะต้องทำต่อ ไม่มีแล้ว

[54.37]สรุป…การพิจารณาขันธ์ 5โดยความเป็นของไม่เที่ยง ที่มาในพระสูตรต่าง ๆคือ เราต้องรู้ถึงหน้าที่ที่มรรคแปดต้องทำมาก เจริญให้มาก มีการพิจารณาแบบนี้ เราปฏิบัติตามมรรคแปดจะเข้าใจขันธ์ 5


อ่าน "สีลสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรใส่ใจโดยแยบคาย" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

อ่าน "สีลวันตสูตร ว่าด้วยธรรมที่ภิกษุผู้มีศีลควรมนสิการโดยแยบคาย" พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙ [มจร.]สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

ฟัง “ความแตกต่างระหว่างขันธ์ 5 และ อริยมรรคมีองค์ 8” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562