ความตระหนี่เป็นเครื่องกางกั้นไม่ให้บรรลุธรรม ยกตัวอย่างเช่น เศรษฐี 2 คน คือ โกสิยะเศรษฐี อยากกินขนมเบื้องแต่ก็กลัวคนอื่นจะมาขอกินด้วย และจะต้องเสียทรัพย์ในการซื้อวัตถุดิบ จึงแอบไปทอดขนมบนยอดปราสาท 7 ชั้น พระพุทธเจ้าทรงให้พระโมคคัลลานะไปทรมานเศรษฐีเพื่อให้มีดวงตาเห็นธรรม สุดท้ายเศรษฐีและภรรยา ละซึ่งความตระหนี่และได้บรรลุโสดาปัตติผล และอีกท่านคืออิลลีสเศรษฐี ทำบาป เผาโรงทาน ขับไล่พวกยาจก เอาแต่สั่งสมทรัพย์ไม่ทำทาน ส่วนบิดาของเศรษฐีอิลลีสะนั้นเกิดเป็นท้าวสักกะในเทวโลก เพราะทำบุญให้ทานเป็นอันมาก ท้าวสักกะต้องการจะสั่งสอนอิลลีสะให้รู้ผลแห่งกรรม จึงเนรมิตกายเป็นอิลลีส และนำทรัพย์สมบัติออกแจกจ่ายเป็นทานให้กับชาวบ้าน หลังจากอิลลีสเศรษฐีได้ฟังคำสั่งสอนของท้าวสักกะ จึงละซึ่งความตระหนี่ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในภายหน้า  

สุดท้ายเป็นเรื่องของเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ หรือเศรษฐีตีนแมว ที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำทาน ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ กล่าวไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าบุญ ใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า นิดหน่อย เปรียบเหมือนภาชนะที่เขาเปิดปากตั้งไว้กลางแจ้ง เมื่อฝนตกอยู่บ่อย ๆ ภาชนะนั้นย่อมเต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น”

Time index

[03:28] ธรรมบทแปล เรื่อง โกสิยเศรษฐี  ภาคที่ 3 เรื่องที่ 37

[05:35] เศรษฐีอยากกินขนมเบื้องจนผอม

[11:27] พระมหาโมคคัลลานะไปทรมานเศรษฐี พระศาสดา ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ที่พอแนะนำในการตรัสรู้ได้ทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของเศรษฐีพร้อมทั้งภรรยา จึงให้พระโมคคัลลานะไปทรมานเศรษฐีเพื่อทำให้สิ้นซึ่งความเสพผิดออกแล้ว

[18:06] พระเถระนำเศรษฐีและภรรยาไปเฝ้าพระศาสดา

[29:40] นิทานชาดก เรื่องอิลลีสชาดก 

[49:18] ธรรมบทแปล เรื่อง เศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ หรือเศรษฐีตีนแมว ภาคที่ 5 เรื่องที่ 100

 


อ่าน “เรื่อง โกสิยเศรษฐผู้มีความตระหนี่” อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปุปผวรรคที่ ๔

อ่าน “อรรถกถา อิลลีสชาดก ว่าด้วย คนมีรูปร่างเหมือนกัน”

อ่าน “เรื่อง เศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ” อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙