Time index

[03.06] เริ่มต้นการปฏิบัติ โดยการระลึกรู้อยู่กับลมหายใจ เอาสติตั้งไว้ตรงตำแหน่งที่สามารถรับรู้ได้ ปริมุกขัง

[06.01] ทำความเข้าใจกับ “เพ่ง” เพ่งคือการเอาใจไปจดจ่อมาจากคำว่าฌาณ

[09.15] มโนสังขารกับธรรมารมณ์ละเอียดเหมือนกัน เพราะอยู่ในช่องทางคือใจเหมือนกัน แต่เป็นคนละอย่างกัน ไม่เหมือนกัน

[09.47]มีธาตุแล้วจึงมีสัญญา มีสัญญาแล้ว ถ้ามีความดำริตริตรึกคิดนึกไป คือเริ่มมีสังกัปปะแล้ว จะเป็นมโนกรรมแล้ว เป็นมโนสังขารแล้วที่เป็นเส้นบางๆ ละเอียดยิ่งกว่าขนทราย ถ้าไม่ได้ด้วยที่ขนทรายเหมือนกัน จะไม่สามารถละเอียดไปด้วยกันได้

[10.30] เปรียบเทียบเช่นมีดกับหินลับมีด ความละเอียดในโมเลกุลของทอง

[12.48] จิตของเรา ช่องทางคือใจ ธรรมารมณ์การรับรู้ต่างๆ ยิ่งละเอียดลงไปกว่านั้นอีก เหมือนขนทรายที่แบ่งออกแล้ว 7 ส่วน จะให้รับรู้ถึงความละเอียด จิตก็ต้องละเอียดลงไปเหมือนกัน ต้องมีความนุ่มนวลลงไปเหมือนกัน

[13.15] จะทำอย่างไรกับจิตที่ยังหยาบ ฝึกจิตโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ เอาลมหายใจตั้งขึ้น เอาจิตมารับรู้ไว้ สติเกิดขึ้นทันที สติจิตลมหายใจอยู่ด้วยกัน

[14.20] เปรียบเหมือนผูกสัตว์ 6 ชนิดไว้กับเสา สติที่เกิดขึ้นทำจิตให้นุ่มนวลลงให้อ่อนลงให้ละเอียดลง มีความสว่างไสวมีความแจ่มใสขึ้น

[14.52] พอมาอยู่กับลมหายใจ จะแยกแยะออกว่า ความคิดไม่ใช่จิต การรับรู้ไม่ใช่ความคิดเป็นวิญญาณ การรับรู้กับสิ่งที่ไปรับรู้คนละอย่างกัน สัญญาไม่ใช่ตัวเรา เป็นขันธ์ 5 มีเหตุมีปัจจัย

[16.11] สัญญากับวิญญาณไม่ใช่ตัวเดียวกัน ถ้าจิตละเอียดจะแยกแยะได้

[16.48] ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ฝ่ายกุศลธรรมและฝ่ายอกุศลธรรม

[17.36] เราจะแยกไม่ได้ถ้าจิตหยาบ คนไม่ดีจะไม่รู้ถึงคนดี คนดีจะรู้ถึงคนไม่ดีและคนดีได้เพราะความละเอียดที่มี

[19.33] การรับรู้ละเอียดลง ทำให้สัมผัสที่จะไปรับรู้ถึงลมเล็กลง เหมือนแว่นขยาย เลนส์นูน รวมแสง เล็กแต่มีพลังมาก

[20.30] เช่นเดียวกับจิต ความละเอียดเล็กลงๆ นุ่มนวลลงๆ แจ่มใสขึ้นๆ เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทำให้ความชัดเจนแยกแยะได้ว่าในช่องทางคือใจมีหลายอย่าง

[21.50] แยกแยะออกด้วย สติ บุคคลที่มีสัมมาสติแล้ว สัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นได้

[24.18] ถ้าเรามีสติละเอียดดูได้ เราสามารถที่แยกแยะแจกแจงว่านี่สัญญา นี่เวทนา นี่วิญญาณ มีเหตุมีปัจจัย เราจะไม่เกลือกกลั้วในมัน แยกแยะออกด้วยอำนาจของสติ แยกแยะแล้วจะเห็นวิมุติ

[25.45] วิธีละอกุศล จะละได้ต้องมีปัญญาเห็นโทษของมัน

[29.10] ปัญญาโดยให้มีการพิจารณาใน 5 ลักษณะที่จะละทิ้งอกุศล “สติเป็นนายทวารห้ามสิ่งที่เป็นอกุศลอย่าเข้ามา เข้ามาได้แต่อย่าให้ถึงจิต เข้ามาในใจเป็นธรรมารมณ์ได้อยู่ แต่ให้จิตไม่ไปเกลือกกลั้ว สติถ้ามีกำลัง ละเอียด แยบคาย จะกั้นได้

[30.19] พิจารณาตั้งจิตเปรียบเหมือนแผ่นดิน ตั้งไว้ด้วยสติ เป็นมหัคคตะ แผ่เมตตาไป

[32.57] เปรียบเหมือนอากาศ จิตเหมือนอากาศที่ว่าสีจะติดไม่ได้ ตั้งสติเอาไว้ ผัสสะมาก็ไม่ติด

[34.37] เปรียบดั่งผืนน้ำ ที่ความร้อนจากคบเพลิงหญ้าทำอะไรไม่ได้

[38.33] พิจารณาทำจิตให้เหมือนกับแผ่นหลังแมวป่าขนฟูที่ฟอกไว้ดีแล้ว

[40.39] จิตให้ตั้งไว้ด้วยเมตตา เมตตาเปรียบเหมือนกับน้ำ ดิน อากาศ แผ่นหนัง ให้ตั้งจิตเอาไว้ด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้นเป็นอารมณ์

[41.21] ด้วยสติที่เรามี กำหนดเอาไว้ให้ดี ตั้งสติเอาไว้ อยู่กับเมตตา แผ่สวนกระแสไป

[41.59] ด้วยจิตที่มีความละเอียด เราจะแยกแยะได้ สิ่งนั้นจะไม่เข้ามาในจิตของเรา เราจะละแยกมันออกไปได้

[42.10] จิตที่ละเอียดกิเลสอกุศลเกาะไม่ได้ เกาะไม่ได้ก็ไกลกัน แยกออกจากกัน ทำอะไรเราไม่ได้ จะทำจิตให้ละเอียดอย่างนี้ได้ต้องตั้งสติไว้ให้ดี

[43.48] อ่านพระสูตร