ยกกรณีการเกิด โยโย่เอฟเฟค (YOYO Effect)ขึ้นมา เปรียบเทียบสภาวะทางจิตของผู้ที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ แต่พอสำเร็จแล้ว ทำไมมันถึงคืนคลายกลับมาเป็นอย่างเดิม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ผัสสะ มันจะก่อให้เกิดเวทนา เวทนาตรงนี้ที่เราเสพติดได้ คำว่า “เสพติด” คือ มีความพอใจ กำหนัด ยินดี ลุ่มหลง เพลิดเพลินไปในพฤติกรรมคือผัสสะแบบนั้น ๆ ก็จึงทำอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งทำยิ่งมีเวทนาอย่างนี้มากขึ้น ยิ่งเสพติด ยิ่งพอใจ ยิ่งกำหนัด ยิ่งยินดี จนเกิดเป็น กามนุสัย/กามราคานุสัย เป็นนิสัย เป็นความเสพติดที่ติดอยู่ในจิตใจของเรา

หลักการที่สำคัญ 3 อย่าง คือ อย่าให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของกาม, ต้องให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของมรรค8, เพิ่มกำลังใจของเราให้มีมากขึ้นได้ด้วยการนั่งสมาธิอย่างเป็นรูปแบบ ใคร่ครวญพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยงไปในกายของเรา เห็นเป็นสิ่งที่ไม่น่าดูไม่สวยงาม เห็นโดยความที่มันอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ผลที่จะเกิดขึ้นนั้น คือ ความคิดที่เป็นไปทางกามที่เราลุ่มหลงเพลิดเพลินอยู่นั่น มันจะค่อยจางลงเบาบางลง จะทำให้เลิกพฤติกรรมอะไรที่มันไม่ดีได้แน่นอน

ยกกรณีการเกิด โยโย่เอฟเฟค (YOYO Effect)คือ อาการที่อดอาหารแล้วกลับมากินอาหารเท่าเดิมหรือมากไปกว่าเดิม ขึ้นมา เปรียบเทียบสภาวะทางจิตของผู้ที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ แต่พอสำเร็จแล้ว ทำไมมันถึงคืนคลายกลับมาเป็นอย่างเดิม มีความที่ถอยลงไป เช่น คนที่จะลดความอ้วน คนที่ติดเหล้าติดบุหรี่เจ้าชู้ พอเลิกได้แล้ว แต่มาในภายหลังกลับไปกินไปดื่มไปสูบไปเจ้าชู้อีก (ซึ่งรวมถึงการเสพติดในเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น เสพสื่อลามก เสพสื่อโซเชียลพวกไลน์พวกเฟสบุค ติดเกมส์ ชนิดที่ติดเลย) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า…ตามตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นนั้น เป็นสภาวะทางจิตที่เป็นนิสัย

แบบหนึ่งที่ไม่ดี เป็นนิสัยที่เราต้องการแก้ไขปรับปรุง จึงตั้งใจทำให้มันสำเร็จขึ้นมา เราเรียกตรงนี้ว่า “ธรรมะเครื่องปรุงแต่ง” เพื่อที่จะได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องเปลี่ยนวิธีทำ ต้องมีความพยามลดละเลิกในพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น ๆ เป็นต้น ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นอะไร คนที่ตั้งเอาไว้แล้วเขาจะต้องมีกำลังใจในการที่จะทำตรงจุดนั้น

พฤติกรรม คือ ผัสสะ; มีผัสสะแบบนี้ ๆ เกิดขึ้น ตามตัวอย่างข้างต้นเหล่านี้ เป็นผัสสะทั้งสิ้น; เมื่อมีผัสสะจะมีเวทนา คือ ความรู้สึก สิ่งที่เราเสพติดจริง ๆ มันคือ เวทนา เสพติดเวทนาเพราะมีความชอบ มีความพอใจยินดีเกิดขึ้น

พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ผัสสะ มันจะก่อให้เกิดเวทนา เวทนาตรงนี้ที่เราเสพติดได้ คำว่า “เสพติด” คือ มีความพอใจ กำหนัด ยินดี ลุ่มหลง เพลิดเพลินไปในพฤติกรรมคือผัสสะแบบนั้น ๆ ก็จึงทำอยู่เรื่อย ๆ พอทำอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งมีเวทนาอย่างนี้มากขึ้น ยิ่งเสพติด ยิ่งพอใจ ยิ่งกำหนัด ยิ่งยินดี กามนุสัย/กามราคานุสัย ก็ยิ่งเกิดขึ้น (อนุสัย คือ นิสัยที่มันพอกพูนทับถม พูดง่าย ๆ มันคือ สันดาน เป็นความเสพติดที่ติดอยู่ในจิตใจของเรานั่นเอง)

ประเด็นในที่นี้ คือ ผัสสะอย่างใดอย่างหนึ่งที่คุณเสพติดด้วยเวทนาอย่างนี้ มันจะพาเราไปดีมั๊ย?

พระพุทธเจ้าทรงเคยตรัสถึงพฤติกรรมของพระองค์ที่คอยจะทำความดีอยู่เรื่อย ทำกุศลอยู่เรื่อย คือ ไม่อิ่มพอในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่อิ่มพอในการทำความดีนี้

ซึ่งผัสสะบางอย่างเมื่อทำแล้วก็พาไปทางดี มีความเจริญก้าวหน้า ไปตามทางมรรคได้ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ที่ต้องการเน้นย้ำในที่นี้ คือ เรื่องพฤติกรรมที่มันไม่ดี แล้วมันจะพาเราไปทางต่ำ แล้วเราจะต้องทำอย่างไร?

วิธีแก้ ก็คือ อย่าไปทำมัน อย่าไปกิน อย่าไปดื่ม อย่าไปสูบมัน…พูดมันง่าย แต่มันทำยาก จิตมันต้องฝืน จิตต้องมีกำลังใจสูง คือ ต้องเอาใจจดจ่อไว้ ตั้งสติสัมปชัญญะไว้อย่างแรงกล้าในการที่จะทำมันให้สำเร็จให้ได้

ประเด็นคือ เมื่อตั้งใจทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นกุศล อันนี้ดีแล้ว…แต่ถ้าสิ่งใดที่เราไปเสพติด ยินดี พอใจ ลุ่มหลง ทำไปด้วยความกำหนัดในเวทนา นั่นเป็นตัณหา

ตัณหา เป็นเครื่องผูก อวิชชาเป็นเครื่องมุงบังให้ไม่เห็นเหมือนว่ามันจะไม่มีโทษอะไร แต่พอเราเริ่มรู้เห็นโทษของมัน มันกัลยาณมิตรมาบอกให้ว่าต้องเลิกทำ สิ่งนี้ไม่ดี นั่นเรายังพอมีบุญบ้าง

หลวงวิจิตรวาทการ ท่านเขียนไว้ในหนังสือชื่อ “กำลังใจ” ได้ยกตัวอย่างไว้ว่า…ถ้าเราจะไปออกเรือ ปรากฎว่ากัปตันเรือที่ควบคุมไปบอกว่า เรืองของเขาไม่ต้องควบคุมอะไร แล่นไปเลยล่องไปเลย แล่นไปตามกระแส กระแสไปทางไหนก็ไปตามทางนั้น ให้พิจารณาให้ดี เราจะไปด้วยหรือไม่?

เช่นเดียวกัน กระแสในทุกวันนี้ กระแสนั้นคือ กระแสนั้นคือตัณหา กระแสขแสตัณหามันจะพัดพาสัตว์ไปน้ำตกที่เป็นเหวโกรกชัน กระแสน้ำนี้ก็จะพัดไปที่น้ำวนทีจะดูดเราจมลงไป กระแสน้ำนี้ก็จะพัดไปถึงแอ่งที่มีรากษส (ผีเสื้อสมุทร,ยักษ์น้ำ)กินเราตาย กระแสของตัณหาจะพัดไปแบบนี้

ถ้าเราไปตามกระแสของตัณหาก็เหมือนเราขึ้นเรือที่ไม่มีหางเสือ ไม่มีคนควบคุม ก็แล่นไปตามกระแส ใครชวนไปไหนเราก็ไป ใครชวนทำอะไรเราก็ทำ ชวนไปเล่นอะไรเราก็เล่น ชวนไปดื่มอะไรเราก็ดื่ม ใครชวนไปทำชั่วอะไรก็ตามไปหมด นี่มันจะไม่ดี การเป็นไปตามกระแส (กระแสของตัณหา) ไม่ดี ก็ผ่านมาทางผัสสะนี่แหละ บางอย่างมันไม่ดี

วิธีการที่จะกำจัดตัณหา พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า ต้องใช้มรรค; มรรคเป็นเหมือนกับศาสตรา เป็นเหมือนกับมีด เป็นเหมือนกับอาวุธ ที่จะปาด แซะ ลอก ขูด ถู รีด กำจัดเจ้าตัณหาที่มันเกิดขึ้นอยู่กับเวทนา ที่มาจากพฤติกรรมนั้น ๆ ให้ออกไป; จะกำจัดตัณหานั้นได้ การที่จะต้องฝืน การที่ตั้งใจอย่างแรงกล้า มีสติสัมปชัญญะ เหล่านี้คือ มรรค นั่นเอง

จึงมาตรงกับหัวข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เอามรรค8 เป็นเหมือนศาสตราที่จะปาดตัณหานี้ออก โดยยกหัวข้อขึ้นมาอธิบาย; ใช้คำว่า มรรค ในหัวข้อของสติสัมปชัญญะ; ใช้คำว่า ตัณหา เป็นหัวข้อของความกำหนัด ยินดี ลุ่มหลง เพลินดเพลินในขันธ์; ซึ่งคำว่า ขันธ์5 ก็เป็นหัวข้อของเวทนาผัสสะ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอยู่ในชีวิตของเรา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

กลับมาในประเด็นของโยโย่เอฟเฟค การที่เราลดความอ้วนลงได้แล้วตามเป้าหมาย หรือไม่สูบบุหรี่มาได้แล้วเป็นปี ไม่ได้ดื่มเหล้ามาแล้วเป็นเดือน เลิกติดเกมส์ติดสื่อโซเชียลได้แล้ว แต่บางคนทำไมถึงกลับไป อ้วนขึ้นมาอีก ถึงกลับไปสูบอีก ดื่มอีก ติดอีก ก็เพราะเมื่อคุณกลับไปทำพฤติกรรมอย่างเดิมอีก มีความกำหนัด ยินดี พอใจอีก ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นมาแต่ก่อน เพิ่งมาเป็น เพราะไปฝึกไปทำพฤติกรรมนิสัยนั้น พอมีความกำหนัดยินดี อาสวะมันเป็นแบบนี้ ยินดีง่ายๆ ก็เป็นการเสพติดขึ้นมา ก็เกิดขึ้นได้อีก ถ้าเมื่อไรก็ตามที่มรรคอ่อนลง ตัณหาก็ฟื้นฟูเกิดขึ้นได้อีก เราจึงต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา อยู่อย่างแรงกล้า อยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

และอีกประการหนึ่ง เมื่อเราทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จ แล้วคิดว่าขอให้รางวัลสำหรับตนเองสักหน่อยนึง โดยการไปทำตามใจปากสักมื้อนึง สัปดาห์นี้ขอม้วนเดียวพอ รวมไปถึงในเรื่องอื่นๆ ที่ขอทำสักหน่อยนึงก็แล้วกัน ลักษณะพฤติกรรมนี้ คือ การให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของกาม

การให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของกาม จะเป็นเงื่อนไขที่ให้เกิดโยโย่เอฟเฟคนี่แหละ เพราะว่ากับดักของตัณหามันมีอยู่…เรื่องของความที่ต้องมาถูกบับคั้นเพราะกาม ต้องมาให้มีความเดือดร้อน แสวงหานั้นนี่โน้น ด้วยกามเป็นเครื่องบังคับ เครื่องก่อเครื่องกระทำให้ ก็ได้รับความเดือนร้อน แล้วเรายังจะไปให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของกาม ยิ่งให้กำลังมัน…มันอ่อนกำลังลงแล้ว ยังกลับจะไปให้กำลังมันอีก…ให้รางวัลกับชีวิตด้วยเรื่องของกาม พลาดเลย! ตกกำดักของเจ้าตัณหาอีก

“…อย่าให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของกาม อย่าไปให้กำลังมัน แต่สิ่งที่เราต้องกระทำ ที่จะไม่ให้เกิดโยโย่เอฟเฟค ไม่ให้เกิดการที่ไปติดกับอีก เราต้องให้รางวัลกับชีวิตของเราด้วยมรรค8…สมาธิ ปัญญา สัมมาทิฏฐิพวกนี้ เอามาเป็นรางวัลในการที่เราทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งได้ คือถ้าคุณเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีได้ ณ นาทีนั้น เวลานั้น ตอนนั้นที่คุณเลิกได้ นั่นเป็นรางวัลของชีวิตแล้ว…กำลังใจ อยู่ในหัวข้อ มรรค8 มีสัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า ความเข้าใจความเห็นตรงนี้ที่มันเป็นรางวัลของเรา เมื่อเห็นว่าพฤติกรรมนี้มันไม่ดี จะพาเราลงต่ำ…การที่ไม่ปล่อยชีวิตของเราไปตามอำนาาจของตัณหา มีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วเลย ก็จึงจะไม่ไปหาอะไรที่มันจะเป็นรางวัลด้วยเรื่องของกามอีก ทำได้ ณ นาทีนั้น คือ ดีเลย ทำได้ในวินาทีต่อไป จิตใจก็มีกำลังเพิ่มขึ้น มีแต่กำลังใจเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น เพราะตั้งทิฏฐิเอาไว้ถูก

…มีเทคนิคอยู่อีกอย่างหนึ่งจะเหมาะสม และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้เลย คือ การที่เราจะเพิ่มกำลังใจของเรา ในการที่จะฝืนมัน นั่นคือ การนั่งสมาธิเพื่อให้เห็นความไม่เที่ยงไปในกายของเรา ไล่ไปในกายของเราตั้งแต่ปลายผมจนถึงพื้นเท้า เห็นไปทีละส่วน ๆ ในร่างกาย…เห็นเป็นสิ่งที่ไม่น่าดู ไม่สวยงาม เห็นโดยความที่มันอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น เราทำสะสมตรงนี้ทีละเล็กละน้อย ๆ ให้เราฝึกเป็นรูปแบบ (Pattern) ในการที่จะไม่คิดไปตามกระแสของผัสสะที่เราเสพติดนั้น แต่ให้เรากำหนดไล่พิจารณาไปตามกาย มันจะละไปโดยอัตโนมัติ จะทำให้มีกำลังใจ

หลักการที่สำคัญ 3 อย่าง ที่ถ้าฟังตอนนี้แล้ว ก็คือ อย่าให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของกาม, ต้องให้รางวัลตัวเองด้วยเรื่องของมรรค8, เราจะเพิ่มกำลังใจของเราให้มีมากขึ้นได้ด้วยการที่เราพิจารณาไปตามกายของเรา นั่งสมาธิอย่างเป็นรูปแบบ ใคร่ครวญพิจารณา ผลที่จะเกิดขึ้นนั้น คือ ความคิดที่เป็นไปทางกามที่เราลุ่มหลงเพลิดเพลินอยู่นั่น มันจะค่อยจางลงเบาบางลง เราฝึกจะรูปแบบในการที่จะละสิ่งเหล่านั้นในการทำสมาธิได้…ถ้าจำ 3 ข้อนี้ได้ จะเลิกพฤติกรรมอะไรที่มันไม่ดี ได้แน่นอน แล้วพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นจะไม่กลับมาอีก…แต่ถ้ามันยังกลับมาอีก แสดงว่ามันยังมีเชื้อของกามอยู่จุดใดจุดหนึ่งแน่

ถ้าเราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอย่างดีแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก จะเป็นการที่เราจะเลิกพฤติกรรมนั้นได้อย่างยั่งยืน ได้อย่างมั่นคง ได้อย่างที่ไม่ต้องเบียดเบียนใคร…โดยใช้มรรค คือ ทาง เราต้องไปตามทาง ไม่ว่าเรือหรือรถก็ต้องมีการควบคุมให้ไปตามเส้นทาง จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องมีการให้มันไปตามทาง อย่างไปทางอื่น ซ้ายมันตัน ขวามันวน แต่ไปตามทางมัชฌิมาปฏิปทา คือ ตามทางที่มีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง เราเรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ 8 เราจะไปตามทางที่มีนิพพานเป็นที่สุดจบได้”


พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง