รายละเอียดที่แตกต่างของความทุกข์ ที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด

อนมตัคคปริยายะ สูตรว่าด้วย รายละเอียดที่เราไม่สามารถที่จะกำหนดได้ว่าที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายอันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้แล้ว พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบเอาไว้ให้พิจารณาใคร่ครวญกันถึง 20 สูตร

พระพุทธเจ้าตรัสสอนธรรมะนี้แก่บุคคลผู้มีความทุกข์อันเกิดจากได้เจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ การพลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจ แล้วต้องทนอยู่ มันหนักท่ามกลางอก มันบีบคั้นจนถึงว่าน้ำตามันไหลออกมา …จึงให้พิจารณาใคร่ครวญอยู่เนือง ๆ โดยแยบคายถึงความที่ “นี่!เราทุกข์มามากปานนี้แล้ว เราทุกข์มามากแล้วจริง ๆ” เพื่อเป็นอุบายบรรเทาหรือนำออกซึ่งความความทุกข์นี้

การที่จะขอขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณให้มันเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด อย่าเป็นอย่างนั้น ๆ นั้นเป็นฐานะที่ไม่พึงได้ เพราะมันเป็นอนัตตา มันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

ทุกขสัญญา ให้เรานึกถึงความทุกข์นี้ที่มันหนักมากจนร้องไห้ สังสารวัฏนี้มันกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ แค่เราพิจารณาตรงนี้ มันเพียงพอแล้ว เพื่อที่จะให้เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง เราจะวางความทุกข์ได้ (สังขารนี้) เราต้องหน่ายมันก่อน เมื่อเกิดความหน่ายแล้ว มันจะให้เกิดความคลายกำหนัดในสังขารคือความทุกข์ทั้งปวงนั้น พิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงว่ามันหนักมาก ๆ แล้วเราไม่ได้เจอมาแค่ครั้งเดียว แต่เจอมาก่อนนี้ ๆ ก็เรื่องเดียวกันนี้ เบื่อรึยัง? คลายกำหนัดรึยัง? หน่ายรึยัง? ถ้าเบื่อแล้ว คลายกำหนัดแล้ว หน่ายแล้ว ก็วางซะ เพียงพอแล้วแค่นี้ เพื่อที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์

ประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีใคร ๆ จะได้ เพราะความเศร้าโศก ความร่ำไรคร่ำครวญนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯ

…ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ”

-อนมตัคคสังยุตต์

…ทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้นเป็นทุกข์ของผู้ที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตายของตน ๆ ของผู้ที่ได้รับทุกข์นั้น ๆ เอง ไม่ใช่ทุกข์ของผู้อื่น ส่วนทุกข์ของผู้อื่นที่จะต้องอยู่ได้เจอ เผชิญอยู่ต่อหน้ากับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ การพลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจ เช่น ลูกตาย ทุกข์ของพ่อแม่ ไม่ใช่ทุกข์คือความตาย ไม่ใช่ มรณัมปิ ทุกขัง แต่ทุกข์ของพ่อแม่มันเป็นทุกข์ที่ชื่อว่าได้เจอกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ได้ประสบการพลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจ นี่แหละก็เป็นความทุกข์ โสกปริเทวทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา (ความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์) อัปปิเยหิ สัมปโยโค ทุกโข (ความประสบกับสิ่ง ที่ไม่เป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์) ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข (ความพลัดพราก จากสิ่งที่รักทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์) ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง (ปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์)

…ตั้งใจฟังให้ดี ให้เอาจิตใจมาจดจ่อไว้ ให้มีความเข้มแข็ง ให้มีความตั้งมั่น เราจะพบว่ารายละเอียดมันมีที่แตกต่างกัน ในธรรมวินัยนี้จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีความรัดกุม มีความรอบคอบ มีการทำความเข้าใจให้ถูกต้องกันอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อน ผิดเพี้ยน บิดเบือนไป มันจะแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

ประเด็นในที่นี้คือ เราจะแก้ไขปัญหาความทุกข์ชนิดนี้อย่างไร เกาให้มันถูกจุด เพราะถ้าเราเอาเรื่องมรณทุกข์ มรณสติมาพิจารณา มันจะทำได้ยาก เกาไม่ถูกที่คัน

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน อนมตัคคปริยายะ สูตรว่าด้วย รายละเอียดที่เราไม่สามารถที่จะกำหนดได้ว่าที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายอันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้แล้ว เพื่อเป็นอุบายบรรเทาหรือนำออกซึ่งความความทุกข์นี้แก่บุคคลไม่ว่าใครก็ตาม ที่เป็นผู้มีความทุกข์อันเกิดจากการได้เจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักสิ่งที่น่าพอใจ แล้วต้องทนอยู่กับมัน มันทนได้ยาก มันบีบคั้นจนถึงว่า น้ำตามันไหลออกมา มันบีบคั้นที่ลึกเข้าไปท่ามกลางอก มันหนัก… จึงให้พิจารณาใคร่ครวญอยู่เนือง ๆ โดยแยบคาย ให้เพ่งจี้จ่อมาในความทุกข์นี้ให้ดี พระพุทธเจ้าได้มาเปิดบอกให้แล้วว่า “นี่!เราทุกข์มามากปานนี้แล้ว เราทุกข์มามากแล้ว ที่เราหยั่งลงไม่ได้ ที่ผ่านมาแล้ว เพราะเราถูกปิดกั้นเอาไว้ด้วยอวิชชา ทำให้เรามองไม่เห็นว่า ที่เราทุกข์มานี้ มันมากปานนี้หละ ”

แล้วจากนี้ไป เรายังจะทุกข์ปานนั้นอยู่อีกเหรอ? จากนี้ไปข้างหน้า ก็หยั่งลงไม่ได้อีกว่ามันจะทุกข์ไปจนถึงที่ไหน ให้ขนลุกเลยว่า “คุณจะโง่ทุกข์ต่อไปจากนี้อีกเหรอ? เพื่อว่าเราจะได้ร้องไห้ออกมาเท่ากับน้ำทะเลในมหาสมุทรหรือเกินกว่านั้นอีกเหรอ?…แล้วมันเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าคนเกิดมาแล้วต้องมาเจอเรื่องพวกนี้ เจอความทุกข์ที่เกิดจาก ความเกิดเป็นต้น ความแก่เป็นต้น ความตายเป็นต้น หรือความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ หรือประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ มันเป็นธรรมดา มันเป็นของที่เป็นอย่างนี้มาอยู่แล้ว…เราจะไปขอของที่เป็นความเกิด ความแก่ ความตายเป็นธรรมดาว่า อย่าเกิดเลย ความทุกข์นี้อย่าเกิดเลย ปัญหานี้อย่าเกิดเลย เพราะมันตั้งเกิดเป็นธรรมดา จึงเป็นฐานะที่ใครๆ ในโลก ไม่ว่าสมณะ พราหมณ์เทวดา มาร พรหม ไม่พึงได้ เป็นฐานะที่เป็นไปไม่ได้ (ฐานสูตร อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)”

การที่จะขอขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณให้มันเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด อย่าเป็นอย่างนั้น ๆ นั้นเป็นฐานะที่ไม่พึงได้ เพราะมันเป็นอนัตตา มันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

“…ให้เราลองนึกถึงความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เราเคยผ่านมา แล้วมันทุกข์หนักมาก จนกระทั่งนึกถึงทีไรมันจะต้องร้องไห้ทุกที นึกเลย คิดเลย ระลึกให้ได้ ทุกขสัญญา ให้เรานึกถึงความทุกข์นี้ มันหนักมั๊ย?…หนักซิ หนักจนร้องไห้ หนักแล้วจะถือทำไม? สังสารวัฏนี้มันกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ แค่เราพิจารณาตรงนี้ มันเพียงพอแล้ว เพื่อที่จะให้เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง เราจะวางความทุกข์ได้ (สังขารนี้) เราต้องหน่ายมันก่อน เมื่อเกิดความหน่ายแล้ว แค่นี้แหละ มันพอแล้วที่จะให้เกิดความคลายกำหนัดในสังขารคือความทุกข์ทั้งปวงนั้น เราพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงว่ามันหนักมาก ๆ แล้วเราไม่ได้เจอมาครั้งเดียว เราเจอมาก่อนนี้ ๆ ก็เรื่องเดียวกันนี้ เบื่อรึยัง? คลายกำหนัดรึยัง? หน่ายรึยัง? ถ้าเบื่อแล้ว คลายกำหนัดแล้ว หน่ายแล้ว ก็วางซะ เพียงพอแล้วแค่นี้ เพื่อที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์...ฺทุกข์ตรงไหน จี้จ่อเข้าไปเลย เกาตรงที่ไม่คันมันจะหายคันได้อย่างไร เกาตรงไหนก็ต้องคันตรงนั้น ทุกข์ตรงไหนเราจี้จ่อตรงนั้น ให้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง แล้ววางมันซะ มันน่าเบื่อจริง ๆ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่มันมีมาก่อนหน้านี้ ซ้ำย้ำหลายชาติแล้ว จนกระทั่งประมาณไม่ได้ กำหนดไม่ได้… น้ำตา มันไม่ได้แค่หยดเดียวสองหยด มันไม่ได้แค่ขันเดียวหรือปี๊บเดียว มันเกินกว่ามหาสมุทรอีก มันไม่ไหวแล้วมั๊ง? พอได้แล้ว เลิกๆ เลิกขาดจากความทุกข์นี้เสีย อย่าไปเอามัน ไม่ใช่ของเรา วาง วางเลย…ประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีใคร ๆ จะได้ เพราะความเศร้าโศก ความร่ำไรคร่ำครวญนี้

คนที่เป็นบัญฑิต คนที่มีปัญญาใคร่ครวญทุกข์ให้ถูกแล้วจะรู้ว่าทางออกของความทุกข์นี้สักหนึ่งหรือสองวิธี นี้มีอยู่ ไม่จมปลักอยู่ในความทุกข์นี้ ไม่ร่ำไห้คร่ำครวญ ไม่เศร้าโศก แต่ทำการงาน ทำหน้าที่ไปตามปกติของเรา ตอนนี้ต้องทำสิ่งไหนก็ทำไปให้เป็นธรรมดา นี้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นอนมตัคคปริยายะ”

อนมตัคคสังยุตต์ เปรียบเทียบไว้ให้พิจารณาใคร่ครวญกันถึง 20 สูตร ดังนี้

ติณกัฏฐสูตร; บุรุษตัดทอนหญ้า ไม้กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดๆ ละ 4 นิ้ว วางไว้ สมมติว่า นี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเรา โดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่าหญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป

ปฐวีสูตร; บุรุษปั้นมหาปฐพีนี้ให้เป็นก้อน ก้อนละเท่าเม็ดกระเบาแล้ววางไว้ สมมติว่านี้เป็นบิดาของเรา นี้เป็นบิดาของบิดาของเรา โดยลำดับ บิดาของบิดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนมหาปฐพีนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป

อัสสุสูตร; น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา ฯลฯ โดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา…ของพี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว…ของบุตร…ของธิดา…ความเสื่อมแห่งญาติ…ความเสื่อมแห่งโภคะ…ได้ประสบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย

ขีรสูตร; น้ำนมมารดาที่พวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยกาลนานดื่มแล้วนั่นแหละมากกว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย

ปัพพตสูตร; ภูเขาหินลูกใหญ่ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างโยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่ง ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ บุรุษพึงเอาผ้าแคว้นกาสีมาแล้วปัดภูเขานั้น 100 ปีต่อครั้ง ภูเขาหินลูกใหญ่นั้น พึงถึงการหมดไป สิ้นไป เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงการหมดไป สิ้นไป กัปนาน อย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้ว มิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป

สาสปสูตร; นครที่ทำด้วยเหล็ก ยาวโยชน์ 1 กว้างโยชน์ 1 สูงโยชน์ 1 เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีเมล็ดพันธุ์ผักกาดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน บุรุษพึงหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่ง ๆ ออกจากนครนั้นโดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อเมล็ด เมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้น พึงถึงความสิ้นไป หมดไป เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงความสิ้นไป หมดไป กัปนานอย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้วมิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป

สาวกสูตร; มีสาวก 4 รูปในศาสนานี้ เป็นผู้มีอายุ 100 ปี มีชีวิต 100 ปี หากว่าท่านเหล่านั้นพึงระลึกถอยหลังไปได้วันละแสนกัป กัปที่ท่านเหล่านั้นระลึกไม่ถึงพึงยังมีอยู่อีก สาวก 4 รูปของเราผู้มีอายุ 100 ปี มีชีวิต 100 ปี พึงทำกาละโดยล่วงไป 100 ปี ๆ โดยแท้แล กัปที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มีจำนวนมากอย่างนี้แล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ร้อยกัป เท่านี้พันกัป หรือว่าเท่านี้แสนกัป

คงคาสูตร; แม่น้ำคงคานี้ย่อมเกิดแต่ที่ใด และย่อมถึงมหาสมุทร ณ ที่ใด เม็ดทรายในระยะนี้ไม่เป็นของง่ายที่จะกำหนดได้ว่า เท่านี้เม็ด เท่านี้ 100 เม็ด เท่านี้ 1,000 เม็ด หรือว่าเท่านี้ 100,000 เม็ด ดูกรพราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากกว่าเม็ดทรายเหล่านั้น มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ 100 กัป เท่านี้ 1,000 กัป หรือว่าเท่านี้ 100,000 กัป

ทัณฑสูตร; ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นบนอากาศ บางคราวก็ตกลงทางโคน บางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลงทางปลาย แม้ฉันใดสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก บางคราวก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้

ปุคคลสูตร; เมื่อบุคคลหนึ่งท่องเที่ยวไปมาอยู่ตลอดกัปหนึ่ง พึงมีโครงกระดูก ร่างกระดูก กองกระดูก ใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละนี้ ถ้ากองกระดูกนั้นพึงเป็นของที่จะขนมารวมกันได้ และกระดูกที่ได้สั่งสมไว้แล้ว ก็ไม่พึงหมดไป

และพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเป็นพระคาถาต่อไปว่า

“เราผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า กระดูกของบุคคลคนหนึ่งที่สะสมไว้กัปหนึ่ง พึงเป็นกองเท่าภูเขา ก็ภูเขาที่เรากล่าวนั้น คือ ภูเขาใหญ่ชื่อเวปุลละ อยู่ทิศเหนือของภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์ อันมีภูเขาล้อมรอบ เมื่อใดบุคคลเห็นอริยสัจ คือทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความล่วงพ้นทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ 8 อันยังสัตว์ให้ถึงความสงบทุกข์ ด้วยปัญญาอันชอบ เมื่อนั้น เขาท่องเที่ยว 7 ครั้งเป็นอย่างมาก ก็เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ เพราะสิ้นสัญโญชน์ทั้งปวง ดังนี้แล ฯ”

ทุคคตสูตร; เธอทั้งหลายเห็นทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่สมประกอบ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้งหลายก็เคยเสวยทุกข์เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้

สุขิตสูตร; เธอทั้งหลายเห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้งหลายก็เคยเสวยสุขเห็นปานนี้มาแล้วโดยกาลนานนี้

ติงสมัตตาสูตร; โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้ นี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย

เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นโค ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นกระบือ ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า…เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นแกะ…เกิดเป็นแพะ…เกิดเป็นเนื้อ…เกิดเป็นสุกร…เกิดเป็นไก่…เมื่อพวกเธอถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่า เป็นโจรฆ่าชาวบ้านตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า…ถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่าเป็นโจรคิดปล้น…ถูกจับตัดศีรษะ โดยข้อหาว่าเป็นโจรประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น ตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย

มาตุสูตร; สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

ปิตุสูตร; สัตว์ที่ไม่เคยเป็นบิดา โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

ภาตุสูตร; สัตว์ที่ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชาย โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

ภคินีสูตร; สัตว์ที่ไม่เคยเป็นพี่หญิงน้องหญิง โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

ปุตตสูตร; สัตว์ที่ไม่เคยเป็นบุตร โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

ธีตุสูตร; สัตว์ที่ไม่เคยเป็นธิดาโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

เวปุลลปัพพตสูตร; เรื่องเคยมีมาแล้ว เวปุลลบรรพตนี้ได้ชื่อว่า ปาจีนวังสะ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์ได้ชื่อว่า ติวรา หมู่มนุษย์ชื่อติวรา มีอายุประมาณสี่หมื่นปี หมู่มนุษย์ชื่อติวราขึ้นปาจีนวังสบรรพตเป็นเวลา 4 วัน ลงก็เป็นเวลา 4 วัน สมัยพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กกุสันธ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธ มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าวิธูระ และสัญชีวะ…พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแล อันตรธานไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นกระทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว…

เรื่องเคยมีมาแล้ว ภูเขาเวปุลละนี้มีชื่อว่า วงกฏ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์มีชื่อว่า โรหิตัสสะ มีอายุประมาณสามหมื่นปี มนุษย์ชื่อว่าโรหิตัสสะขึ้นวงกฏบรรพตเป็นเวลา 3 วัน ลงก็เป็นเวลา 3 วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกนาคมนะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าภิยโยสและอุตตระ…พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแลอันตรธานไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว…

เรื่องเคยมีมาแล้ว เวปุลลบรรพตนี้มีชื่อว่า สุปัสสะ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์มีชื่อว่าสุปปิยา หมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยามีอายุประมาณสองหมื่นปี หมู่มนุษย์ที่ชื่อว่าสุปปิยาขึ้นสุปัสสบรรพต เป็นเวลา 2 วัน ลงก็เป็นเวลา 2 วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสป เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสป ได้มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าติสสและภารทวาชะ…พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแลอันตรธานไปแล้วมนุษย์เหล่านั้นกระทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว…

ก็บัดนี้แล ภูเขาเวปุลละนี้มีชื่อเวปุลละทีเดียว ก็บัดนี้หมู่มนุษย์เหล่านี้มีชื่อว่ามาคธ หมู่มนุษย์ที่ชื่อมาคธมีอายุน้อย นิดหน่อย ผู้ใดมีชีวิตอยู่นาน ผู้นั้นมีอายุเพียงร้อยปี น้อยกว่าก็มี เกินกว่าก็มี หมู่มนุษย์ชื่อมาคธขึ้นเวปุลลบรรพตเพียงครู่เดียว ลงก็เพียงครู่เดียว และบัดนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เราแลมีสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้นก็จักมี และชื่อแห่งบรรพตนี้จักอันตรธาน หมู่มนุษย์เหล่านี้จักทำกาละ และเราก็

จักปรินิพพาน…สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้…ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

และพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเป็นพระคาถาต่อไปว่า

“ปาจีนวังสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อติวระ วงกฏบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ สุปัสสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยาและเวปุลลบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อมาคธ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นแลเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับไปเป็นสุข ดังนี้ ฯ”

ในที่นี้ยกตัวอย่างประกอบของการใช้ อนมตัคคปริยายะ นี้ ในการวางความทุกข์ได้ ได้แก่ ธรรมบทเรื่องนางปฏาจารา, เรื่องนางกิสาโคตมี, หลานอันเป็นที่รักมากของนางวิสาขาตายลง (วิสาขาสูตร), เรื่องธิดานายช่างหูก, เรื่องอนิตถิคันธกุมาร, พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมีทุกข์โทมนัสเพราะพระนางมัลลิกาเทวีได้ทิวงคตลง(โกสลสูตร) เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)


พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง