หลักคุณธรรมต่างๆที่หัวหน้ากับลูกน้อง ควรปฏิบัติต่อกัน

ควรวางใจตนเองอย่างไร เมื่อพบปัญหาในการทำงานหรือมีลูกน้องลาออกด้วยเหตุผลต่าง ๆ

คำถาม 1: ผู้ถามได้เจอปัญหาในการทำงาน เรื่องที่ทำให้เหนื่อยใจทุกครั้งที่เกิดขึ้นคือ มีลูกน้องลาออกแล้วจะะคิดว่า ทำไม ตนเองไม่ดีที่ตรงไหน ทำอะไรผิดไปอจะทำยังไงให้เขาอยู่กับเราได้นาน จะเป็นเพราะเขาไม่ได้รักบริษัท หรือตนเองไม่น่าเป็นที่เคารพรักใช่หรือไม่ แล้วมันเหนื่อยใจเกินไป เหมือนอกหักซ้ำๆ ที่คาดหวังว่าคนนี้น่าจะดี น่าจะอยู่กับเรานาน แล้วเขาก็ออกไปทำงานอื่น หรือคิดว่าคนนี้น่าจะพึ่งพาได้ เขาก็ทุจริตเรา

จึงเปลี่ยนมาคิดว่า ควรเปลี่ยนมุมมองของเราจากที่ทำงาน เป็นโรงเรียน เป็นโรงฝึก เขามาอยู่กับเราก็อยากให้เขา เป็นคนดีขึ้นกว่าก่อนมา เก่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้าวันหนึ่งที่เขาเก่งจนเขาพัฒนาไปเป็นงานอื่นที่อื่นที่ยากกว่า ผู้ถามก็คงมีความสุขมากกว่าที่ได้มีส่วนพัฒนาให้เขาได้เจริญ แต่ว่าระหว่างที่กำลังเปลี่ยนมาทำแบบนี้ พยายามคิดว่าจะสอนเขา ฝึกเขาให้เป็นคนที่ดีขึ้น เก่งขึ้น มันก็เหนื่อยและยากไปอีกแบบ คนบางคนเมื่อเอาใจพูดหรือทำไป ดึงเขาขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงๆ เขาดีจริงอย่างที่เห็นหรือไม่ ในความคิดเขาเข้าใจสิ่งที่ผู้ถามสอนจริงหรือไม่ บางครั้งผู้ถามตั้งใจอย่างหนึ่งเขาเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง

หนูจึงสงสัยขึ้นมาว่า พระอาจารย์ตั้งใจ ตั้งเป้าหมาย ไว้แบบใดในการที่เทศน์สอนธรรมะ สอนในคอร์สนั่งสมาธิหรือกิจอื่นๆ ที่ทำให้โลกมนุษย์ พระอาจารย์ใช้หลักอะไร แล้วพระพุทธเจ้าทำได้อย่างไร และลำพังผู้ถามคนเดียว ซึ่งเป็นคนธรรมดาจะสามารถทำเป้าหมายที่มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้หรือไม่ ตอนนี้ควรคิดอย่างไร ทำอย่างไร และทุกครั้งที่พนักงานคิดว่าจะลาออก ใจผู้ถามก็เหี่ยวและเหนื่อยขึ้นมามาก จึงต้องการขอคำแนะนำจากพระอาจารย์

คำตอบ 1: พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนถึงหลักคุณธรรมต่างๆ ที่หัวหน้าและลูกน้องควรปฏิบัติต่อกัน ทั้งนี้ยังหมายรวมถึง ลูกจ้างกับนายจ้าง ผู้ที่เป็นบริวารที่คอยรับใช้หรือทำกิจให้เรา รวมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ด้านล่างภายใต้การปกครองหรือการบังคับบัญชาของเรา ซึ่งคุณธรรมเหล่านั้นประกอบด้วย

หน้าที่ของทิศเบื้องล่าง หรือ “เหฏฐิมทิส”

หัวหน้า พึงบำรุง ลูกน้อง ดังนี้

จัดการงานให้ทำตามกำลังความสามารถ โดยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามความเหมาะสมในเรื่องของความรู้ความสามารถ สุขภาพร่างกาย และกาละเทศะ

ให้อาหารและค่าจ้างรางวัล สมควรแก่งานและความเป็นอยู่

มีความช่วยเหลือรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ จัดหาสวัสดิการที่ดี เป็นต้น

ได้ของแปลกๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้

ปล่อยให้อิสระตามสมัย โดยให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสอันควร

ลูกน้อง พึงบำรุง หัวหน้า ดังนี้

เริ่มทำงานก่อน

เลิกงานทีหลัง

เอาแต่ของที่นายให้

ทำกิจการงานถึงที่สุด ให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น

นำความดีของนายไปเผยแพร่

สาราณียธรรม 6 หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งให้ระลึกถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน เป็นคุณธรรมที่เป็นหลักการอยู่ร่วมกัน  ทำให้คนเราไม่เห็นแก่ตัว แต่จะคิดถึงคนอื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ถือว่าเป็นคุณธรรมที่เป็นพลังในการสร้างความสามัคคี มีดังนี้

เมตตากายกรรม คือ ช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วมหมู่คณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ  เคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เมตตาวจีกรรม คือ ช่วยบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์  สั่งสอน  แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี  กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เมตตามโนกรรม คือ ตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง

สาธารณโภคี คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรมแม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้แต่ผู้เดียว นำมาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจานให้ได้ใช้สอยร่วมกัน

สีลสามัญญตา คือ มีศีลเป็นพื้นฐาน มีความมั่นคง ประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของหมู่คณะ

ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีความเห็นชอบร่วมกัน ในข้อที่เป็นหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่ความสิ้นทุกข์หรือขจัดปัญหา

ธรรมทั้ง 6 ประการนี้ ทำให้เกิดขึ้นและมีขึ้นซึ่งคุณคือ

เป็น สารณียะ ทำให้เป็นที่ระลึกถึง

เป็น ปิยกรณ์  ทำให้เป็นที่รัก

เป็น ครุกรณ์ ทำให้เป็นที่เคารพ

เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ ความกลมกลืนเข้าหากัน

เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

พรหมวิหารสี่ หมายถึง หลักธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐหรือผู้มีจิตใจดี มีความรัก ความเมตตากับคนรอบข้าง หลักธรรมเรื่องนี้จะทำให้เราเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคนอย่างจริงใจ และยังมีจิตใจดีพร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงจัง ทำให้ใครก็อยากมาใกล้ มารู้จัก เพราะอยู่ใกล้แล้วรู้สึกร่มเย็น สบายใจ แค่นี้ก็เป็นเสน่ห์เหลือเฟือแล้ว ซึ่งประกอบด้วย

เมตตา คือ ความรักและปรารถนาดีต่อผู้อื่น

กรุณา คือ ความสงสาร อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเห็นผู้ใดเดือดร้อนก็อยากจะบำบัดทุกข์ยากให้แก่เขา

มุทิตา คือ ความเบิกบานพลอยยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีสุข พร้อมที่จะสนับสนุนส่งเสริมเขา ไม่อิจฉาริษยาเขา

อุเบกขา คือ ความมีใจเป็นกลาง มองโลกตามความเป็นจริง ว่าใครทำดี ทำชั่วก็ได้รับผลกรรมตามนั้น พร้อมวางตนและปฏิบัติตามหลักการ เหตุผลและความเที่ยงธรรม

สังคหวัตถุสี่ หมายถึง หลักธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจคนและประสานให้คนเกิดความรัก ความสามัคคีต่อกัน ซึ่งเน้นไปในเรื่องพูดดีเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นแล้ว รวมกับการทำตัวให้มีค่า ไม่นิ่งดูดายต่อความทุกข์ยากหรือปัญหาของคนอื่น และยังทำตัวเสมอต้นเสมอปลายนั่นคือ ไม่ยกตนข่มท่าน รวมถึงการรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะเป็นเสน่ห์ให้คนรักเรามากยิ่งขึ้น อันได้แก่

ทาน คือ การให้ปัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น

ปิยวาจา คือ พูดจาถูกต้อง สุภาพ มีน้ำเสียงไพเราะน่าฟัง แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุมีผล พูดจาให้กำลังใจแก่ผู้อื่น พูดให้เกิดความรักความสามัคคีต่อกัน พูดให้ถูกกาละเทศะ

อัตถจริยา คือ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น อาจจะเป็นการช่วยเหลือด้วยแรงกาย หรือช่วยบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ รวมถึงช่วยคนอื่นแก้ปัญหา

สมานัตตตา คือ วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร

ฆราวาสธรรมสี่ หมายถึง หลักธรรมสำหรับการครองชีวิตของคนโดยทั่วไป เป็นธรรมอีกข้อที่จะช่วยเสริมสร้างเสน่ห์ ประกอบด้วย

ทมะ คือ การข่มบังคับใจ เพื่อฝึกตน รู้จักบังคับควบคุมตนเองได้ รู้จักปรับตัว แก้ไขตนให้ก้าวหน้าดีขึ้นอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้โทสะจริตหรือกิริยาวาจาที่ไม่ดีมาทำร้ายผู้อื่น

สัจจะ คือ การดำรงตนตั้งมั่นในความซื่อตรง มั่นคงในคำพูด มีคำพูดควรเชื่อถือได้ จริงใจ พูดจริงทำจริง ทำอะไรก็ให้เป็นที่เชื่อถือได้ ไม่โกหก หลอกลวง

ขันติ คือ มีความอดทน ไม่ใช่เก็บกด มุ่งมั่นทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร อดทนต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจ ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อถอยในจุดมุ่งหมาย

จาคะ คือ การเสียสละ หมายถึง ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ ละโลภ และละทิฐิมานะ ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ไม่ใจแคบ เห็นแก่ตัว

อิทธิบาทสี่ หมายถึง หลักธรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งกิจการทั้งปวง เป็นที่ภาคภูมิใจแก่ตนเองและผู้เกี่ยวข้อง เป็นธรรมที่ทั้งสร้างเสน่ห์และยังผลสำเร็จต่อการทำงานทุกเรื่องของผู้ปฏิบัติ ซึ่งกระบวนการที่สมบูรณ์จะต้องมีธรรมเครื่องปรุงแต่งเป็นเป้าหมาย โดยอาศัยอิทธิบาทสี่แต่ละตัวเป็นตัวขับเคลื่อน และมีสมาธิเป็นประธานกิจ มี 4 ประการได้แก่

ฉันทะ คือ การมีใจรักและพอใจในการทำสิ่งนั้นๆ อยู่เสมอ และปรารถนาที่จะทำให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อีกทั้งทำอะไรก็ให้ทำด้วยใจรัก

วิริยะ คือ ความพากเพียร ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ท้อถอย แต่จะทำจนประสบความสำเร็จ

จิตตะ คือ การคิดใคร่ครวญ การเอาใจใส่ ฝักใฝ่ ใฝ่รู้ในสิ่งที่กระทำ ทำด้วยความคิด ไม่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ทำงานนั้นๆอย่างอุทิศให้ทั้งกายและใจ

วิมังสา คือ การใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง พัฒนาและปรับปรุง หาเหตุผลและข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อหาวิธีแก้ไขปรับปรุง

 

เราสามารถแยกแยะประเด็นจากคำถามได้ ดังต่อไปนี้

หลักคุณธรรมทั้ง 6 ข้างต้นที่ใช้เป็นแนวทางในการที่หัวหน้ากับลูกน้องควรปฏิบัติต่อกัน

หากการทำความดีใดๆ แล้วได้ผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ไม่ควรเสียใจ เพราะความเสียใจทำให้สมาธิตั้งอยู่ไม่ได้ หมดกำลังใจ ท้อแท้ ความเพียรย่อหย่อน แต่ต้องแก้ไขโดยการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำเอาหลักของอิทธิบาทสี่มาปรับปรุงสถานการณ์ แก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาให้การทำงานดียิ่งๆขึ้นไป หากเราทำความดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขึ้นลงหรือหวั่นไหวกับคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่น

ผู้บริหารต้องมีความมั่นคงในธรรมะ ต้องตั้งมั่นและเชื่อมั่นในความดี มีการพัฒนาปรับปรุงตนเองอย่างสม่ำเสมอตามหลักคุณธรรมที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้ธุรกิจก้าวหน้าและเจริญขึ้นได้

 

- - - ตอบคำถาม : คุณวิสุวรรณ

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง ฟัง "กิจที่ควรทำในอริยสัจสี่ (ตอนที่ 2) : ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561 ฟัง "สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไม่ได้" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561 ฟัง "แก้ขี้เกียจด้วยเจริญอิทธิบาทอย่างถูกต้อง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ฟัง "อภิญญาเทสิตธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 และ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559