การปล่อยวาง ไม่ใช่ความไม่สนใจ ความไม่ใส่ใจ ปล่อย ๆ มันไป ละเลย มองไปทางอื่นเสีย ปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง

กระบวนการปล่อยวางที่ถูกต้อง เป็นไปตามลำดับโดยรายละเอียด

อย่าเอาตัณหากับมรรค 8 มาสับสนกัน เพราะว่าถ้าเราเอามาสับสนกันมากเท่าไหร่ ในการกระทำการประพฤติปฏิบัติของเรามันจะกลายเป็นการเพิ่มพูนตัณหา แต่กิจที่ควรทำในเรื่องของตัณหามันแตกต่างกันกับมรรค 8 เพราะตัณหานั้นพระพุทธเจ้าให้ละ ให้ทิ้ง ให้อย่าไปใส่ในมัน ให้ปล่อยปละละเลยมัน ให้มองไปทางอื่นเสีย ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างมัน

เราจะวางสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันต้องวางที่ตัวตัณหา เพราะว่าถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราละตัณหาได้ ทิ้งมันได้ ปล่อยมันได้ ไม่ถือเอาไว้ซึ่งตัณหาเหล่านี้แล้ว ขันธ์ 5 คือ ความทุกข์ทั้งหลายก็เป็นเหมือนละไปด้วย เหมือนทิ้งไปด้วย วางได้ปล่อยได้ สลัดคืนได้ เพราะอาศัยเหตุปัจจัยคือ ละ ทิ้ง วาง สละ ปล่อยคืนแล้วซึ่งตัณหา เพราะว่าทั้งสองอย่างนี้มันพ่วงกันอยู่ มันติดกันอยู่ อันหนึ่งคว่ำ อีกอันหนึ่งก็คว่ำไปด้วย อันที่เป็นเหตุคว่ำไว้นั้นคือตัณหา ความทุกข์ก็เป็นอันหลุด ละ เลิก ถอนไปได้ด้วยเหมือนกัน

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! บุคคลที่ผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก (เวเทติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด (เจเตติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อมจำได้หมายรู้ (สญฺชานาติ) : แม้ธรรมทั้งหลาย (เวทนา, เจตนา, สัญญา) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น.”

อาการแห่งอนิจจังฯ

สูตรที่๑๐ ฉันนวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๘๕/๑๒๔-๗.

จุดหนึ่งในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมี คือเรื่องของความไม่เที่ยง เรื่องของความเป็นอนิจจัง เรื่องของความที่มันไม่ใช่ตัวตน ให้ใคร่ครวญพิจารณาตามให้ดี

“…วิญญาณการรู้แจ้งทางหูจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็อยู่ที่ว่า มันมีเสียงมากระทบมั๊ย? บางทีถ้ามีเสียงมากระทบหู วิญญาณการรู้แจ้งบางทีไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่บางทีมันเกิดขึ้น คิดดูว่า การรู้แจ้งคือ วิญญาณ มันยังต้องอาศัยเหตุปัจจัยที่พอเหมาะพอสมกัน ความพอดีของเสียงและหูในเรื่องของเวลา ในเรื่องของสถานที่…สองอย่างที่ไม่เที่ยงรวมกันแล้วเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา จะให้มันเที่ยงไม่ได้…เพราะมันต้องอาศัยสิ่งอื่นเกิด มันไม่ได้เป็นตัวของมันเอง มันมีลักษณะความเป็นอนัตตาอยู่ในตัวมัน ถ้ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันมา แล้วถ้าเกิดว่าเหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนแปลงไป มันก็จะมีความเปลี่ยนแปลงไป ดับไป หายไป เราไม่ต้องรอตอนที่มันหายไปดับไปจึงค่อยบอกว่ามันไม่เที่ยง แม้แต่ตอนที่มันมีอยู่ ตั้งอยู่ ดำรงอยู่ คงอยู่ ดี ๆ เดิม ๆ ให้เราเห็นกันอยู่ชัด ๆ ถ้ามันอาศัยเหตุปัจจัยอื่น แล้วมันยังคงอยู่ ดำรงอยู่ได้ นั่นก็คือ มันไม่เที่ยงอยู่แล้ว เพราะถ้าเมื่อไรเหตุปัจจัยนั้นมันเปลี่ยนแปลงไป หายไปดับไป ความมีอยู่ของมันก็เปลี่ยนแปลงไป หายไปดับไป คงอยู่ไม่ได้ นี้คือ มันไม่เที่ยงอยู่แล้ว

…จิตเรานั่นแหละมันหลอก ให้เราเข้าใจไปเองว่า นี้มันต้องเป็นอย่างนั้น นั่นมันต้องเป็นอย่างนี้ที่เราคิดว่านี้มันจะต้องเป็นอย่างนั้น นั้นจะต้องเป็นอย่างนี้ตามที่เราต้องการ ก็เพราะความยึดถือ มันเข้าไปถือเอาแล้ว ว่านี้เป็นของฉัน นี้ไม่เป็นของฉัน ทิฏฐิความเห็นที่ว่ามันเป็นของเที่ยง มันเป็นของสุข มันเป็นของฉัน มันจึงเกิดขึ้น…แต่จริง ๆ มันไม่เทียง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ของเรา

…เพราะอาศัยผัสสะเป็นแดนเกิด เราย่อมรู้สึก (เวเทติ) ได้ว่าเป็นทุกขเวทนา เป็นสุขเวทนา เป็นอทุกขมสุขเวทนา…หรือเมื่อมีผัสสะแล้วเราจะหมายรู้ได้ว่าสิ่งนั้น ๆ คืออะไร เช่นเป็นเสียงผู้ชาย เสียงผู้หญิง เสียงพระเทศน์ ความหมายรู้นั่นคือสัญญา ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะนั้น…ความคิดนึก คือ เจเตติ ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะนั้น

เมื่อ “ผัสสะ” ไม่เที่ยงแล้ว เวทนา สัญญา ความนึกคิดมันจะเที่ยงหรือไม่…ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน

สิ่งใดที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา มีความเป็นอาพาธ มันไม่ได้จะดำรงอยู่ได้ ถ้าเหตุปัจจัยของมันเปลี่ยนแปลงไป ความที่มันไม่อาจจะทนอยู่ในสภาพเดิมของมันได้เมื่อเหตุปัจจัยของมันเปลี่ยนแปลงไป ความทนอยู่ได้ยากนั้น เราเรียกว่า “มันเป็นทุกข์” เพราะฉะนั้นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความไม่เที่ยงต้องมีความเป็นทุกข์ แน่นอน

“สิ่งที่มันจะก่อให้เกิดทุกข์ สิ่งที่เมื่อจะเอาสาระแล้ว มันพึ่งไม่ได้หาสาระไม่ได้ ควรแล้วหรือที่เราจะเอาสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา คิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาอันแยบคายโดยชอบธรรม ด้วยความไม่ลำเอียง ด้วยความไม่มีอคติ ว่ากันตามเนื้อผ้าอย่างที่วิญญูชนเขาจะคิดกัน เราจะได้คำตอบว่า เราไม่ควรที่จะไปหาสาระหรือว่าไปมีปัญหาในสิ่งที่มันไม่มีสาระ สิ่งอะไรที่มันไม่เที่ยงแต่จะไปหาความเที่ยง สิ่งอะไรที่ไม่มีประโยชน์แต่จะไปหาประโยชน์ สิ่งอะไรที่มันไม่มีความที่จะพึ่งได้แต่เราไปพึ่งมัน มันไม่ได้

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์, ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ การรู้แจ้งทางตาจนถึงมโนวิญญาณ แต่ละอย่าง ๆ ล้วนมีความไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นไปโดยประการอื่น หวั่นไหว มีความอาพาธ ไม่ได้เป็นตัวของมันเอง เพราะมันเป็นอนัตตา มีความแปรปรวนเป็นไปโดยประการอื่น จะหาสาระในสิ่งที่ไม่มีสาระอย่างนี้ จะไปหาที่ไหน ไม่มี เป็นของว่าง เป็นของเปล่าสูญทั้งนั้น ไม่มีค่าอะไรเลย ทิ้งไปยังดีกว่า เพราะถ้ายึดถือไว้มันเป็นโทษ เป็นโทษที่จะทำให้เราต้องมาทุกข์ระทม ให้เราต้องหนัก ถือของที่ไม่มีประโยชน์มันหนักเปล่า ๆ

“…อย่าโง่ ต้องฉลาด อย่าประมาท แต่ให้มีสติ ว่าสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่มีสาระ เราอย่าแบกมันเอาไว้

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์, ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะแบกเอาไว้ เราต้องวาง เราต้องไม่เอา ไม่เอานั่นแหละ โทษของมันคลายออก จะเป็นประโยชน์แก่เราอย่าให้มีความลำเอียง เพราะถ้าลำเอียงแล้วมันจะไม่เห็น อย่าให้มีความเป็นอคติ เพราะถ้ามีอคติแล้วมันจะไม่รู้…แต่เราจะเห็น เราจะรู้ มีปัญญาเกิดขึ้นได้ ต้องด้วยการตั้งสติขึ้นให้ดี ต้องด้วยการที่ใคร่ครวญด้วยปัญญาอันแยบคาย”


พระสูตร /เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • “อานิสงส์ตามลำดับการเกิดแห่งธรรมโดยไม่ต้องเจตนา (จากสีลถึงวิมุตติ)”
เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๖/๒๐๘. อานนท์! ด้วยอาการอย่างนี้แล : ศีลอันเป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; อวิปปฏิสาร มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ความปราโมทย์ มีปีติเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ปีติ มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ปัสสัทธิ มีสุขเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; สุข มีสมาธิเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; นิพพิทา มีวิราคะเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; วิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย. อานนท์! ศีลอันเป็นกุศล ย่อมยังอรหัตตผลให้บริบูรณ์โดยลำดับด้วยอาการอย่างนี้แล.

เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๖/๒๐๙.

ภิกษุ ท. ! เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “อวิปปฏิสารจงบังเกิดแก่เรา”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว อวิปปฏิสารย่อมเกิด (เอง).
ภิกษุ ท. ! เมื่อไม่มีวิปปฏิสาร ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ปราโมทย์จงบังเกิดแก่เรา”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อไม่มีวิปปฏิสารปราโมทย์ย่อมเกิด (เอง).
ภิกษุ ท. ! เมื่อปราโมทย์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ปีติจงบังเกิดแก่เรา”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิด (เอง).
ภิกษุ ท. ! เมื่อมีใจปีติแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “กายของเราจงรำงับ”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีใจปีติแล้ว กายย่อมรำงับ (เอง).
ภิกษุ ท.! เมื่อกายรำงับแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงเสวยสุขเถิด”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อกายรำงับแล้ว ย่อมได้เสวยสุข (เอง).
ภิกษุ ท. ! เมื่อมีสุขก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “จิตของเราจงตั้งมั่นเป็นสมาธิ”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น เป็นสมาธิ (เอง).
ภิกษุ ท. ! เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงรู้ จงเห็นตามที่เป็นจริง”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ย่อมเห็นตามที่เป็นจริง (เอง). ภิกษุ ท. ! เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงเบื่อหน่าย”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ย่อมเบื่อหน่าย (เอง).
ภิกษุ ท.! เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงคลายกำหนัด”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลายกำหนัด (เอง).
ภิกษุ ท. ! เมื่อจิตคลายกำหนัดแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ”.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อคลายกำหนัดแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ (เอง).
  • ฟัง <"/1901a0226tu/">"ความแตกต่างระหว่างขันธ์ 5 กับอริยมรรคมีองค์ 8" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
  • ฟัง <"/1801a1004th/">"กิมัตถิยสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561
  • ฟัง <"/1801a1005fr/">"ศีลอันให้ผลอานิสงส์มาก" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561
  • ฟัง <"/1801a0527su/">"เข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
  • ฟัง <"/1801a0606we/">"ระวัง!ความไม่อยาก “วิภวตัณหา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
  • ฟัง <"/1701a1206we/">"จิตปล่อยวาง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560
  • ฟัง <"/1701a1128tu/">"สงบแต่ยังไม่วาง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
  • ฟัง <"/1601a1128mo/">"ธรรม ๑๑ ขั้นเพื่อถึงนิพพาน" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
  • ฟัง <"/1601a0920tu/">"วางได้ด้วยปัญญา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559