รายการ "ธรรมะรับอรุณ Live" โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก

ออกอากาศทาง Facebook "Puredhamma.com" วันที่ 22 ก.พ.2562 เวลา 20.00 น.

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 23 ก.พ.2562 เวลา 05.00 น.

 

บทคัดย่อ

ทบทวนทำความเข้าใจที่มาที่ไปเกี่ยวกับรูปแบบการแบ่งหมวดหมู่ในพระไตรปิฎก ที่มาของข้อมูล เล่มพระไตรปิฎกที่นำมาใช้ในการอ้างอิง ในการพูดคุยในรายการ มี 2 ฉบับ คือ

ฉบับของมหามกุฏราชวิทยาลัย - มมร. (เล่มสี แดง หรือสีออก ฟ้า/น้ำเงิน - เล่มขนาดเล็ก) และ มีลักษณะเด่นที่อรรถกถามีการแปลที่คงรูปบาลีไว้อยู่บ้าง ซึ่งทำให้ผู้ที่เข้าใจภาษาบาลีอยู่บ้างสามารถเข้าใจว่ามีที่มาเป็นยังไง

ฉบับของจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย - มจร. (เล่มขนาดใหญ่ สีฟ้า) มีลักษณะเด่นที่อรรถกถามีการแปลโดยใช้ภาษาที่เป็นสมัยใหม่นิดหนึ่ง ทำความเข้าใจง่าย และมีเชิงอรรถที่จะสรุปรวบในอรรถกถาที่อยู่ในเล่มสีแดง (มมร.)

 

เนื้อหาในพระไตรปิฎก จะแบ่งเป็น ปิฎก นิกาย นิบาต หมวด ข้อ ไล่ลงมา เพื่อประโยชน์ในการทรงจำได้ง่าย เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีการลงอักขระ มีการต่อหนังสือในแบบการท่องจำที่เรียกว่า มุขปาถะ การลงอักขระเพิ่งจะมีมาในสมัย พศ. ๑๐๐๐

 

เอตทัคควรรค คือวรรคที่พูดถึงบุคลลที่เลิศ บุคคลที่ประเสริฐ เป็นหนึ่งเดียวในเรื่องนั้น ๆ ในสมัยพุทธกาล ที่เรามักจะได้ยินว่า อสีติมหาสาวก 80 รูป (อสีติ แปลว่า 80) มหาสาวก 80 รูปที่มีความเป็นเอตทัคคะ เริ่มต้น ที่ข้อ 188 รูปแรกที่ท่านอธิบายไว้ คือ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ โดยพระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในความเป็นผู้รู้ราตรีนาน - รัตตัญญู (ผู้ที่บวชนานมากที่สุด), รู้ราตรีนาน คือผ่านราตรีมามาก มีพรรษามากที่สุด อายุมากที่สุดนั่นเอง

 

ในความเลิศ ของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งเป็นผู้บวชคนแรก ในบรรดาเหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ( ท่านพระอัสสชิ ท่านพระมหานามะ ท่านพระวัปปะ ท่านพระภัททิยะ และ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ) โดยท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ บวชโดยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าบวชให้เลย โดยกล่าวว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ก็เป็นภิกษุเลยทันทีหลังคำกล่าวของพระพุทธเจ้า

 

ก่อนที่จะมาเป็นเหล่าอสีติมหาสาวก ผู้ที่มีความเลิศด้านใดด้านหนึ่ง ต้องมีการบำเพ็ญบารมีมาก่อน พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบไว้ถึงความที่สาวกธรรมดา ๆ ที่จะบรรลุพระอรหันต์นี้ บางที่พยายาม 1 ชาติ แล้วเป็นได้ ยาวที่สุดไม่เกิน 7 ชาติ ถ้าได้โสดาบันชาตินี้ (สั้นที่สุด) มาถึงความที่เป็นสาวกชั้นเลิศ

 

คำว่า "สาวก" นี้ มีศัพท์เรียกว่า "อนุพุทโธ" คือ เป็นพุทโธหมดเลย อริยบุคคลนี้เราเรียกว่า พุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้ตื่นจากกิเลส รู้ตื่นจากอวิชชา รู้ตื่นจากผัสสะไม่ให้มาเกลือกกลั้วแล้ว อนุพุทโธก็ยังมีแบ่งเป็นระดับ ๆ อีกว่า ตรัสรู้ธรรมดา เอาแค่ว่า สาวกธรรมดา พวกที่เป็นสมมุติสงฆ์ หมายเอาพวกที่บรรลุธรรมเป็นโสดาบัน เป็นพระอรหันต์

 

ในบรรดาพระอรหันต์ ยังมีแบ่งอีกว่า เป็น อสีติมหาสาวกไหม? บรรลุธรรมแบบไหน? บรรลุธรรมชนิดมีความเลิศด้านใดด้านหนึ่งไหม? ก็ต้องใช้เวลาสูงขึ้นไปอีก ท่านว่าต้องใช้เวลา 1 แสนกัป ในความที่เป็นอสีติมหาสาวก หรือ เป็นพุทธอุปัฎฐาก หรือพุทธบิดา หรือ พุทธมารดา ก็ต้องใช้เวลา 1 แสนกัป

 

อนุพทโธ ในระดับต่ำๆ นี้ ใช้เวลา 7 ปีเป็นอย่างมาก 1 ปีเป็นอย่างน้อย ในการตั้งเป้าบรรลุธรรม แต่ถ้าจะเป็นอสีติมหาสาวก คุณต้องใช้ 1 แสนกัป เพราะความสามารถต้องสูง ในความเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า ต้องใช้เวลาสัก 2 อสงไขย (1 แสนกัป เป็น 1 อสงไขย) ในความเป็นพระพุทธเจ้า ต้อง 4 อสงไขยและแสนมหากัป

 

อายุมนุษย์ คนหนึ่่ง ๆ ในสมัยก่อนนี้ คือ 80,000 ปี พอหมดช่วงอายุคนหนึ่งนี้ก็ลดลง 1 ปี คือ พอหมดรอบ 80,000 ปี ก็ ลดลง 1 ปี ในสมัยนั้นก็จะลดเหลือ 79,999 ปี ผ่านไปอีก 79,999 ปี อายุเฉลี่ยของมนุษย์ ก็จะลดลงอีก 1 ปี เหลือ 79,998 ปี ผ่านไป 79,998 ปี อายุมนุษย์ ก็ลดลง อีก 1 ปี เหลือ 79,997 ปี และลงๆ ต่อๆ ไปเรื่อย ๆ นี้คือ ข้อมูลในอรรถกถา ที่ต้องการที่จะเปรียบเทียบให้เห็นว่า อายุมนุษย์ จากที่แบบว่า ทุก ๆ วงรอบของเขา อายุเฉลี่ยก็ลดลง 1 ปี ๆ จนกระทั่งอายุมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

 

อายุมนุษย์เรานี้ลดเหลือลง 100 ปี ทุก ๆ 100 ปี อายุมนุษย์เฉลี่ย ก็ลดลง 1ปี ๆ จนกระทั่งไปถึงอายุมนุษย์ลดลง 10 ปี ในยุคที่อายุมนุษย์นี้ลดลง 10 ปี นี้ผู้หญิง อายุ 5 ปี ก็มีบุตร มีการต่อสู้ประหัตประหารกัน คนที่ไม่อยากอยู่เข้าร่วมก็หนีไปอยู่ในถ้ำ รอดมาได้ก็ตั้งใจทำความดี

 

อายุมนุษย์จากที่ 10 ปี ทุก ๆ 10 ปี ก็เพิ่มขึ้น 1 ปี เป็น 11 ปี ทุก ๆ 11 ปี ก็เพิ่มขึ้น 1ปี เป็น 12 ปี ทุก ๆ 12 ปี เพิ่มขึ้้น 1 ปี เป็น 13 ปี ทุก ๆ 13 ปี เพิ่มขึ้น 1 ปี เป็น 14 ปี ไล่ไปๆ จนกระทั่งถึง 80,000 ปีอีกครั้งหนึ่ง ระยะตรงนี้เราเรียกว่า อสงไขยปี คือ ระยะ 1 อสงไขยปี

 

หนึ่งอสงไขยปี เท่ากับ 1 ยกกำลัง 140 คือสมมุติตัวเลขขึ้นมา เพื่อที่จะให้พอจะนับได้ จากตรงจุดนี้ที่ลงไป ขึ้นมาใหม่ แบบนี้ คือ 1 อสงไขยปี 1 อสงไขยปีทั้งหมด 64 ครั้ง ถึงจะเรียกว่าเป็น 1 อสงไขยกัป ใน 1 อสงไขยกัป จึงเป็น 1 มหากัป และต้องต่อไปแบบนี้ เป็น จำนวน 100,000 มหากัป

 

พระพุทธเจ้าโคดม เป็น ปัญญาธิกะ (เด่นด้านปัญญา) สร้างบารมีนานมากเป็นวลา 4 อสงไขย กับอีก 100,000 มหากัป ถึงจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นอนุพุทโธ ชนิดแบบเลิศใน 80 รูป แค่ 100,000 กัป นี้คือความยาวนานในการที่จะบำเพ็ญบารมี ดังนั้นต้องบำเพ็ญบารมีมาก่อน จึงจะมาเป็นสาวกที่จะมีความเลิศแบบนี้ ให้พระพุทธเจ้าต้องเอ่ยนาม ได้อยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า คือมันไม่ใช่ธรรมดาที่แบบเราจะได้เห็นท่าน แล้วท่านจะยกย่องด้วยความดี สักอย่างใดอย่างหนึ่งในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ จนถึงวิมุตติญาณทัสสนะต้องบำเพ็ญ บารมีมาก

 

ในกรณีของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ท่านบำเพ็ญบารมีมาตั้งแต่ สมัยของพระพุทธเจ้า ปทุมุตตระ และมาทำซ้ำอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระพุทธเจ้าวิปัสสี กล่าวโดยย่อว่า บำเพ็ญบารมีมามีความประสงค์ในแบบที่จะเป็นอย่างนั้น ด้วยเพราะเห็นสาวกในองค์ก่อน ๆ เป็นอย่างนี้ ๆ ซึ่งนี้เป็นนิสัยของกุลบุตรองค์ก่อน ๆ ที่มาเกิดเป็นท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านมักจะต้องทำอะไรก่อนเพื่อน จนกระทั่งมาเกิดในสมัยพระพุทธเจ้าโคดมของเรา

 

ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะเกิดในตระกูลพราหมณ์ และเป็นพราหมณ์ที่มีความรู้เรียนไตรเพศ เรียนลักษณะอะไรต่าง ๆ ก็ถูกเชิญมาเป็นหนึ่งในพราหมณ์ 8 องค์ ที่มาประชุมกันตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติระหว่างทางที่สวนลุมพินี ประเทศเนปาล

 

ที่เมืองกบิลพัสดุ์ พระบิดาคือ พระเจ้าสุทโธทนะ ได้เชิญพราหมณ์ 8 องค์ มาดูลักษณะ พอดูลักษณะแล้วพบว่า มีลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ เช่น มีฟัน 40 ซี่ มีตาสีเขียวนิล หรือที่ฝ่ามือฝ่าเท้ามีรอยจักรเกิดขึ้น บรรดาพราหมณ์ผู้เฒ่า 7 คน ได้พยากรณ์ว่า ถ้าไม่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ก็ต้องเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งเป็นพราหมณ์หนุ่มในตอนนั้น บอกว่าต้องเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

 

ด้วยท่านอาจารย์เป็นพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่าสอนความรู้ต่าง ๆ แก่มากแล้วจะอยู่ไม่ทัน เห็นความเลิศ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หรือ ความเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า เลยบอกลูกหลานเอาไว้ว่า "นี่ โกณฑัญญะ ฝากด้วยนะ ถ้าฉันตายไปแล้ว ฉันไม่เห็นความเลิศเหล่านี้ ลูกฉันหลานฉันให้ติดตามเธอไปด้วย ถ้าเจ้าชายองค์นี้ออกบวชเมื่อไหร่เธอจะต้องตามไปทันที"

 

ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ และ อีก 4 คนที่เหลือ ซึ่งเป็นลูกหลานของพราหมณ์ 7 คนนี้เอง ที่ถูกเรียกว่า "ภิกษุปัญจวัคคีย์" ติดตามพระพุทธเจ้าตอนเป็นโพธิสัตว์ ตั้งแต่ออกบวชไปใหม่ ๆ เพราะตนเองรู้แล้วว่า ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่ต้องไม่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากที่พระโพธิสัตว์ของเราตอนที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ ออกบวชแล้ว พราหมณ์ 5 คนนี้ ติดตามทันที บางทีก็ประพฤติด้วย คือตามติดตลอดจนกระทั่งว่าพระโพธิสัตว์ตอนทำความเพียรบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่ก็ไม่อาจบรรลุธรรมได้ จนพระโพธิสัตว์กลับมากลืนกินอาหารหยาบ เมื่อพราหมณ์ ทั้ง 5 คนเห็น ก็เข้าใจไปว่า ท่านเลิกล้างการทำความเพียร เวียนมาเป็นคนต่ำ จึงไม่อยู่ทำการอุปัฏฐากต่อ จึงเลิกติดตาม

 

พระพุทธเจ้ามีโอกาสอยู่องค์เดียว ได้มีความวิเวกเต็มที่ ได้ใคร่ครวญเต็มที่ ทำไมคนเรามีความทุกข์ ทุกข์ที่สุดมันก็แค่ตาย ทำไมคนต้องมีการตาย ก็เพราะว่ามีการเกิด ท่านไล่เรียงมา สรุปอยู่ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ท่านใคร่ครวญมาจนถึงตอนที่ว่า เพราะมีอวิชชา ท่านจึงบรรลุธรรม บรรลุอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณ

 

บรรลุเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านได้คิดว่าจะไปแสดงธรรมให้อาฬารดาบสกาลามโคตร กับ อุทกดาบสรามบุตร  แต่ว่าทั้งสองท่านนั้นก็ตายแล้ว จากนั้นท่านต้องคิดแน่นอนว่า มีใครที่จะเป็นผู้สร้างบารมี ใครที่จะเป็นผู้รัตตัญญูหรือไม่ จึงได้พบว่าภิกษุปัญจวัคคีย์ 5 รูป นี้ ซึ่งมีท่านพราหมณ์ชื่อโกณฑัญญะนี้เป็นหัวหน้า พอได้รู้ว่าโกณฑัญญะนี้เป็นผู้ที่ได้สร้างบารมีไว้ ว่าเป็นผู้รู้ราตรีนาน เราต้องไปแสดงธรรมแก่คนนี้ก่อน คนนี้ก็จะ รู้ได้ก่อน

 

ท่านแสดงธรรมเรื่องอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตามนัยยะของธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร จึงทำให้ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ที่ฟังแค่หัวข้อ ได้บรรลุเป็นโสดาบันในที่นั้น จึงขอบรรพชาแล้ว พระพุทธเจ้าจึงให้การบรรพชา เรียกว่าเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

"อ้าว! เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ซึ่งก็ทั้ง 5 รูป นั่นล่ะก็บรรพชาหมด แต่แค่ว่าพร้อมกันด้วย ทั้ง 5 รูปต้องพรรษาเท่ากัน แต่ต่อให้พรรษาเท่ากันคนที่ขอก่อน ก็ต้องเป็นท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ หรือต่อให้ขอพร้อมกันพูดพร้อมกัน คนที่ได้บรรลุธรรมก็คือ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ต่อให้บรรลุธรรมพร้อมกัน คนที่อายุมากว่าเขาก็ต้องเป็นพระอัญญาโกณทัญญะ จะต้องมีอะไรเหนือกว่ากันอยู่จุดหนึ่ง

 

ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ มีความรู้แจ้งขึ้นว่า "ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ" สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวง ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อท่านมีความรู้ตรงนี้แล้ว ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ดวงตาคือธรรมะ คือธรรมะจักษุเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ท่านองค์เดียว แต่ยังมีเทวดาอีกหลายหมื่นองค์ ก็บรรลุธรรมด้วย

 

พอท่านอัญญาโกณฑัญญะ บรรลุธรรมเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าได้เปล่งอุทานว่า "โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ" ก็จึงเป็นชื่อว่า โกณฑัญญะ คนไหน คนที่รู้แล้วนั่นล่ะ อัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นชื่อของท่านสืบมา

 

หลังจากที่ท่านตรัสรู้แล้วไม่ได้อยู่ร่วมกับหมู่มาก ก็ไปหลีกเร้นอยู่รูปเดียว เพราะอายุมากแล้ว และเพราะไม่ต้องการให้คนอื่นมาเกรงใจว่า เป็นผู้ตรัสรู้ก่อนเพื่อน และต้องการให้ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ทำหน้าที่ไปเต็มที่ โดยมีหลานคนหนึ่งมาบวชเป็นสามเณรแล้วไปอยู่อุปัฏฐาก

 

สุดท้ายท่านก็มาลาพระพุทธเจ้าเพื่อปรินิพพาน ในวันปรินิพพานยังมีคนอื่นเรียกทักว่า หลวงตา! ทำไมแต่งตัวซอมซ่ออย่างนี้ (เพราะผ้าเก่า ด้วยเหตุที่ไปอยู่ป่ารูปเดียว) พระพุทธเจ้าจึงเตือนให้รู้คุณของพระองค์นี้ว่า "พระองค์นี้เป็นผู้รู้ราตรีนาน ในบรรดาสาวกทั้งหลายของเรา ผู้ที่จะรู้ราตรีนานไปกว่าพระอัญญาโกณฑัญญะไม่มี "

HIGHLIGHTS:

ทบทวนทำความเข้าใจที่มาที่ไปเกี่ยวกับรูปแบบการแบ่งหมวดหมู่ในพระไตรปิฎก ที่มาของข้อมูล เล่มพระไตรปิฎกที่นำมาใช้ในการอ้างอิง ในการพูดคุยในรายการ มี 2 ฉบับ

โครงสร้างการจัดแบ่งเนื้อหาในพระไตรปิฎก จะแบ่งเป็น ปิฎก นิกาย นิบาต หมวด ข้อ ไล่ลงมา เพื่อประโยชน์ในการทรงจำได้ง่าย เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีการลงอักขระ มีการต่อหนังสือในแบบการท่องจำที่เรียกว่า มุขปาฐะ ต่อมาในสมัย พ.ศ. ๑๐๐๐ จึงเริ่มมีการลงอักขระ

ทบทวนใจความสำคัญจากตอนที่แล้ว (ตอนที่ 7 ข้อ 176 -186) หมวดที่ 1 เอกนิบาต- ธรรมะข้อเดียว ได้พูดถึงหัวข้อเรื่องของพระพุทธเจ้า ว่าท่านเป็นบุคคลอันเอก ดีเลิศ ไม่มีไครเหมือน ไม่เหมือนไครมี ท่านคือ หนึ่งเดียว

ทำความเข้าใจกับความหมายของ คำว่า “อสงไขย”

ใจความสำคัญของเอตทัคควรรค เป็น วรรคที่ว่าด้วยเรื่องของ อสีติมหาสาวก 80 รูป ซึ่งเป็นบุคลลที่เลิศ บุคคลที่ประเสริฐ เป็นหนึ่งเดียวในเรื่องนั้น ๆ เริ่มต้นที่ ข้อ 188 อธิบายความเป็นมาของ อสีติมหาสาวก ลำดับแรกคือ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งเป็นผู้เลิศในด้านรู้ราตรีนาน


พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง