พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ยังมีการแทงตลอดอันยากยิ่งไปกว่าการที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติด ๆ กันโดยรอดช่องดาลอันเล็กแต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด กับ การแทงปลายขนทรายด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกแล้วเป็น 7 ส่วน นั่นคือ บรรดาคนที่แทงตลอดตามความเป็นจริงซึ่งอริยสัจสี่

เปรียบเทียบให้เห็นรายละเอียดถึงความยากใน 4 นัยยะ

คำว่า "ยาก" ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน ถ้าเราสร้างเหตุปัจจัยให้มันเกิดขึ้นได้ ลำบากหรือสบายก็ไม่ว่าอะไร ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ แต่ให้ทำ; ทำคือ สร้างเหตุปัจจัยในการที่จะรู้อริยสัจสี่ มันมีอยู่ ถ้าเส้นทางมีอยู่ เหตุปัจจัยมีอยู่ อะไรก็ไม่ยาก

ใครก็ตาม ที่ทำตามกระบวนการนี้ อาศัยศรัทธา จะมีความเพียรในการทำจริงแน่วแน่จริง ในการฝึกฝน ในการที่จะทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ในการที่จะไม่ย่อท้อต่อความลำบากหรือสบาย ทำแล้วมีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเกิดขึ้น ชีวิตเราไปตามทางดีแน่นอน เป็นประโยชน์กับทั้งกับตัวเองและผู้อื่น เป็นประโยชน์กับคนหมู่ใหญ่ ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ว่าคุ้มค่ามาก

“อานนท์ ! ยังมีคนผู้แทงตลอด ซึ่งการแทงตลอดอันยากไปกว่า, คือบรรดา คนที่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจตามที่เป็นจริง ว่า “นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิด ทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์”

อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรมอัน เป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์ เป็นอย่างนี้, ทุกขสมุทัย เป็นอย่างนี้, ทุกขนิ โรธ เป็นอย่างนี้, ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นอย่างนี้” ดังนี้.

ใน <"http://www.84000.org/tipitaka/_mcu/v.php?B=19&A=10650&Z=10675">วาลสูตร เมื่อครั้งที่พระอานนท์เที่ยวไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลี ได้เห็นเหล่าลิจฉวีกุมารกำลังทำการยิงศรในลักษณะที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติด ๆ กันโดยลอดช่องดาลอันเล็ก จากที่ไกลได้ไม่ผิดพลาดเลย จึงมีความคิดว่า พวกลิจฉวีกุมารเหล่านี้ที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติด ๆ กันโดยลอดช่องดาลอันเล็ก จากที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด เป็นผู้ศึกษาแล้ว ศึกษาดีแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระอานนท์ว่า อย่างไหนจะทำได้ยากกว่ากัน หรือจะให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน? ระหว่างการที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติด ๆ กันโดยลอดช่องดาลอันเล็ก จากที่ไกลได้ไม่ผิดพลาดเลย กับ การแทงปลายขนทรายด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกแล้วเป็น 7 ส่วน (7 แล่ง).

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ยังมีการแทงตลอดอันยากยิ่งไปกว่า คือ การแทงตลอดตามความเป็นจริงซึ่่งอริยสัจสี่ ว่า “นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิด ทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์”

เปรียบเทียบให้เห็นถึงความยากใน 4 นัยยะ

“…โดยนัยยะที่ 1 เปรียบเทียบให้เห็นถึงความยากในที่นี้ คือ ถ้าทำได้แล้ว มันน่ายกย่องเหมือนกัน แต่คนที่ฝึกแทงปลายขนทรายด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกแล้วเป็น 7 แล่ง ด้วยความชำนาญ ฝึกทำจนได้ ยังไม่น่ายกย่องเท่าคนที่ฝึกที่จะแทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่ แล้วทำได้…เพราะความที่มันยากกว่า ต้องอาศัยความฝึกฝนที่ใช้ความเข้าใจ ไม่ใช่ใช้ตาอย่างเดียว ไม่ใช่อาศัยดูเรื่องแรงลมอย่างเดียว ไม่ใช่อาศัยกล้ามเนื้อที่กะเกณฑ์เรื่องน้ำหนัก ไม่ใช่อาศัยเวลาเท่านั้น แต่อาศัยสิ่งที่ละเอียดไปกว่าเรื่องทางกายภาพ เป็นสิ่งภายนอก เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นเรื่องของรูป

…เปรียบเทียบกับจิตของเรา จะมาแทงตลอดรู้อริยสัจสี่ได้…จิตไม่ได้มีขนาดว่ากี่ไมคอน มันละเอียดไปกว่านั้น ไม่มีหน่วยวัดใดที่จะมาวัดได้ เพราะมันเป็นนามธรรม หวั่นไหวเคลื่อนไหวเร็วยิ่งกว่าอะไร ๆ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา…ในเรื่องของจิตใจวิญญาณพวกนี้มันไม่ใช่รูปแล้ว มันเป็นเรื่องของนามที่จะมาจับมันเข้าไปในใจถึงเรื่องอริยสัจสี่ เป็นเรื่องที่มันยากกว่าเรื่องที่มันเป็นรูป ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน มันก็ยังหยาบ แต่เรื่องทางใจมันเป็นนามธรรม มันละเอียด ละเอียดยิ่งกว่า 10 ไมคอน ละเอียดยิ่งกว่า 2.5 ไมคอน ละเอียดขนาดที่ว่าวัดไม่ได้ เพราะมันเป็นนาม…นัยยะที่ 2 ความยากในการฝึกฝน โดยความละเอียดในเรื่องนามที่มันไม่สามารถวัดได้

นัยยะที่ 3 เปรียบเทียบให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ประโยชน์ที่จะเกิดจากที่ที่ฝึกยิงธนูแล้วมันแม่นยำขนาดเท่าปลายขนทรายที่ผ่าออกเป็น 7 ส่วนเป็นอะไร…ด้วยการยิงตัดขั้วหัวใจได้แม่นยำขนาดนี้ ด้วยวิชาธนูนี้ คุณอาจจะฆ่าคนได้ คุณอาจจะทำอะไรบางสิ่งบ้างอย่างได้ คุณอาจจะได้รับการยกย่องบ้าง ทำประโยชน์ในการปกป้องบ้านเมืองได้บ้าง แต่เมื่อมาเปรียบเทียบกับคนที่รู้ในอริยสัจสี่ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นมันมีมาก

ในส่วนของตนก่อน ความที่มีวิชาความรู้ คุณจะรักษาตัวเองในชาตินั้นได้ คือวิชายิงธนู แต่พอชาติต่อไป สามารถนี้หายไป ต้องมาฝึกฝนใหม่ หรือบางทีอาจจะไม่ได้ด้วย เพราะด้วยเวลาและเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่ถ้ามารู้อริยสัจสี่ ในชาติต่อไป คุณใช้ประโยชน์ได้ตลอดจนถึงเอนกชาติ เพราะอย่างคนที่ได้โสดาบันขั้นผล ความที่จะต้องมาเกิดเป็นชาติที่ 8 ไม่มี จบแล้ว แล้วความรู้ในเรื่องอริยสัจสี่มันยังติดตามต่อไปจนถึง 7 ชาติที่คุณไปเกิดนั้นด้วย..ให้เกิดประโยชน์ในการที่จะต้องเกิดมาทุกข์อย่างนี้อีก ไม่ต้องที่จะมาใช้ความรู้นี้ในการเลี้ยงชีพ ผ่านความทุกข์ต่าง ๆ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตนเองมาก ในความทุกข์ที่จะลดลง เหลือน้อยที่สุด

ไม่ใช่แค่ตนเองเท่านั้น ยังถึงคนอื่น ๆ ด้วย…วิชาธนูใช้ในการเบียดเบียนผู้อื่น ถึงจะรักษาพวกพ้องได้ แต่ก็ใช้ในการเบียดเบียนได้ แต่ความรู้ในเรื่องอริยสัจสี่นั้น ผลที่จะเกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ทั้งกับตนเอง และทั้งกับผู้อื่นด้วย เราจะเอาอริยสัจสี่ไปทำร้ายผู้อื่น จะทำไม่ได้…อริยสัจสี่ไม่มีความอาฆาต มีแต่ความเมตตา นี่แหละคือ ธรรมจักร เราจะตอบสนองกับบุคคลอื่นไปด้วยลักษณะที่เกี่ยวข้องกับอริยสัจสี่ มันเหมือนเป็นจักรคือ ธรรม ที่ไม่ใช่เพื่อประหัตประหารทำร้ายคนอื่น แต่มันคือ ตัดกิเลส ทำให้สมุทัยมันลดลง กำจัดรื้อถอนเหตุของความทุกข์คือ ตัณหา อวิชชา กิเลสพวกนี้ ถอนออก ๆ…นี่ไม่ใช่การทำร้ายกัน การที่เราตอบสนองด้วยอริยสัจสี่ เป็นการช่วยกัน เป็น จักรคือธรรมอันประเสริฐ…ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่ยังขยายกว้างขวางออกไป

นัยยะที่ 4 ในความที่ยาก จึงรู้สึกว่าเราจะทำได้หรือไม่ เลยไม่ทำ…คิดอย่างนี้มันถึงยาก จึงท้อแท้ คำว่ายาก ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน ถ้าเราสร้างเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องพูดถึงความยากลำบากหรือความเหนื่อย เพื่อมันมีแน่ ไม่ว่าจะฝึกอะไร..คนที่เขาฝึก เขาไม่ได้ดูเรื่องที่จะลำบากหรือจะสบาย เขาจะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป แต่จะดูที่เหตุปัจจัย ถ้าในการที่ทำให้เหตุปัจจัยมันเกิดขึ้นได้ ลำบากหรือสบายก็ไม่ว่าอะไร ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ แต่ให้ทำ

ทำคือ สร้างเหตุปัจจัยในการที่จะรู้อริยสัจสี่ มันมีอยู่ ถ้าเส้นทางมีอยู่ เหตุปัจจัยมีอยู่ อะไรก็ไม่ยาก

“…ถ้าเหตุปัจจัยอะไรมี แล้วจะทำคุณให้เกิดขึ้น อันนี้ไม่ยาก เพราะช่องทางมันมีอยู่ วิธีการมันมีอยู่ เหตุปัจจัยมันมีอยู่ ถ้าเราละกามคือ ความกำหนัด ยินดีพอใจในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าเราละความพยาบาท ความไม่ชอบไม่พอใจคนนั้นคนนี้ ขัดเคืองสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้าเราละความเคลือยแคลงเห็นแย้ง โดยการให้มีศรัทธา โดยการให้มีความเมตตา โดยการให้มีการทำไว้ในใจโดยแยบคาย แล้วจะทำสมาธิให้เกิดขึ้นได้ มันยากที่ไหน มันไม่ยาก เพราะเหตุปัจจัยมีอยู่ คำสอนคำบอกมีอยู่ วิธีการปฏิบัติมีอยู่…และคนที่ทำได้ ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่

…ใครก็ตาม ที่ทำตามกระบวนการนี้ คือ ธรรมะ ไล่มาตั้งแต่เรื่องของศีล ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ สมาธิ และปัญญา แล้วเขาทำได้จนเกิดวิมุตติคือความพ้น เห็นได้ชัดเจนในจิตของตัวเอง เป็นปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะตน พิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกจนทำให้เกิดวิมุตติญาณทัสสนะขึ้นมา ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามกระบวนการนี้ก็ทำได้ ตัวอย่างมีอยู่ นั่นคือมี พุทโธ ธัมโม สังโฆ…การสืบทอดการปฏิบัติตามอริยมรรค์มีองค์ 8 ยังมีอยู่ ไม่ยาก ๆ เหตุปัจจัยมีอยู่ เส้นทางมีอยู่ ผู้ชี้บอกทางก็ยังมีอยู่ เป้าหมายคือนิพพานก็ยังมีอยู่ ให้เรามั่นใจคือ ศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ ปัญญาในการที่จะตัดกิเลสมันจะเกิดขึ้นได้ และเรื่องนั้นอย่างอื่นก็จะไม่ยากแล้ว อาศัยศรัทธา จะมีความเพียรในการทำจริงแน่วแน่จริง ในการฝึกฝน ในการที่จะทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ในการที่จะไม่ย่อท้อต่อความลำบากหรือสบาย ทำแล้วเราจะมีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเกิดขึ้น ชีวิตเราไปตามทางดีแน่นอน เป็นประโยชน์กับทั้งตัวเองและผู้อื่น เป็นประโยชน์กับคนหมู่ใหญ่ ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ว่าคุ้มค่ามาก.


พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง