พระพุทธเจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับความประมาท โดยทรงเปรียบเทียบกับสิ่งที่ไม่ดี เห็นเป็นด้านตรงข้ามกัน หากเราได้ปฏิบัติลงไปแล้ว จะมีผลเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อีกทั้งบุคคลนั้นย่อมประสพสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก และทำให้สัทธรรมนี้เสื่อมสูญหายไป อันได้แก่

ข้อที่ 130 - 131 แสดงอธรรมว่า “เป็นธรรม” คู่กับ แสดงธรรมว่า “เป็นอธรรม”

 

ข้อที่ 132 - 133 แสดงวินัยว่า “มิใช่วินัย” คู่กับ แสดงมิใช่วินัยว่า “เป็นวินัย”

 

ข้อที่ 134 - 135 แสดงสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ท่านได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” คู่กับ แสดงสิ่งที่พระพุทธเจ้าภาษิตไว้ กล่าวไว้ว่า “ท่านไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้”

 

ข้อที่ 136 - 137 แสดงกรรมที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมาว่า “ท่านได้ประพฤติปฏิบัติมา” คู่กับ แสดงกรรมที่พระพุทธเจ้าได้ประพฤติปฏิบัติมาว่า “ท่านไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา”

 

ข้อที่ 138 - 139 แสดงสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ว่า “ท่านได้บัญญัติไว้” คู่กับ แสดงสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ว่า “ท่านไม่ได้บัญญัติไว้”

 

ธรรมในที่นี้หมายถึง สวากขตธรรม โดยกินความกว้างไปถึงพุทธคุณ 9 ธรรมคุณ 6 สังฆคุณ 9 ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นอกาลิโก เป็นสิ่งที่เราควรน้อมเข้าสู่ตน รู้ได้เฉพาะตน เป็นสิ่งควรเชิญเข้ามาพิสูจน์ และเป็นสิ่งที่วิญญูชนไม่สามารถติเตียนหรือคัดง้างได้

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับธรรมและอธรรม โดยทรงเปรียบเทียบกับสิ่งที่ดี เห็นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงกัน หากเราได้ปฏิบัติลงไปแล้ว โดยการที่แสดงอธรรมว่า “เป็นอธรรม” ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อีกทั้งบุคคลนั้นย่อมประสพบุญเป็นอันมาก และดำรงสัทธรรมนี้ไว้ได้ ดังนี้

ข้อที่ 140 - 141 กล่าวสิ่งที่เป็นสวาขตธรรมว่า “เป็นสวาขตธรรม” คู่กับ กล่าวสิ่งที่ไม่ใช่สวาขตธรรมว่า “ไม่ใช่สวาขตธรรม”

 

ข้อที่ 142 - 143 กล่าวสิ่งที่เป็นวินัยว่า “เป็นวินัย” คู่กับ กล่าวสิ่งที่มิใช่วินัยว่า “มิใช่วินัย”

 

ข้อที่ 144 - 145 กล่าวสิ่งที่พระพุทธเจ้าภาษิตไว้ กล่าวไว้ว่า “ท่านได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” คู่กับ กล่าวสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ท่านไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้”

 

ข้อที่ 146 - 147 กล่าวกรรมที่พระพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติมาว่า “ท่านได้ประพฤติปฏิบัติมา” คู่กับ กล่าวกรรมที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมาว่า “ท่านไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา”

 

ข้อที่ 148 - 149 กล่าวสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่า “ท่านได้บัญญัติไว้” คู่กับ กล่าวสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ว่า “ท่านไม่ได้บัญญัติไว้”

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับอาบัติ โดยทรงเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นอาบัติ เห็นเป็นด้านตรงข้ามกัน หากเราได้ปฏิบัติลงไปแล้ว จะมีผลเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อีกทั้งบุคคลนั้นย่อมประสพสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก และทำให้สัทธรรมนี้เสื่อมสูญหายไป อันได้แก่

ข้อที่ 150 - 151 แสดงสิ่งที่ไม่เป็นอาบัติว่า “เป็นอาบัติ” คู่กับ แสดงอาบัติว่า “ไม่เป็นอาบัติ”

 

ข้อที่ 152 - 153 แสดงอาบัติเบาว่า “เป็นอาบัติหนัก” คู่กับ แสดงอาบัติหนักว่า “เป็นอาบัติเบา”

 

ข้อที่ 154 - 155 แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า “เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ” คู่กับ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า “เป็นอาบัติชั่วหยาบ”

 

ข้อที่ 156 - 157 แสดงอาบัติที่มีส่วนเหลือว่า “เป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ” คู่กับ แสดงอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือว่า “เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ”

 

ข้อที่ 158 - 159 แสดงอาบัติที่ทำคืนได้ว่า “เป็นอาบัติที่ทำคืนไม่ได้” คู่กับ แสดงอาบัติที่ทำคืนไม่ได้ว่า “เป็นอาบัติที่ทำคืนได้”

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับอนาบัติ โดยทรงเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นอนาบัติ เห็นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงกัน หากเราได้ปฏิบัติลงไปแล้ว โดยการที่แสดงอธรรมว่า “เป็นอธรรม” ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อีกทั้งบุคคลนั้นย่อมประสพบุญเป็นอันมาก และดำรงสัทธรรมนี้ไว้ได้ ดังนี้

ข้อที่ 160 - 161 แสดงสิ่งที่ไม่เป็นอาบัติว่า “ไม่เป็นอาบัติ” คู่กับ แสดงอาบัติว่า “เป็นอาบัติ”

 

ข้อที่ 162 - 163 แสดงอาบัติเบาว่า “เป็นอาบัติเบา” คู่กับ แสดงอาบัติหนักว่า “เป็นอาบัติหนัก”

 

ข้อที่ 164 - 165 แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า “เป็นอาบัติชั่วหยาบ” คู่กับ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า “เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ”

 

ข้อที่ 166 - 167 แสดงอาบัติที่มีส่วนเหลือว่า “เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ” คู่กับ แสดงอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือว่า “เป็นอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ”

 

ข้อที่ 168 - 169 แสดงอาบัติที่ทำคืนได้ว่า “เป็นอาบัติที่ทำคืนได้” คู่กับ แสดงอาบัติที่ทำคืนไม่ได้ว่า “เป็นอาบัติที่ทำคืนไม่ได้”

 

ซึ่งอาบัติหนัก ชั่วหยาบ ไม่มีส่วนเหลือของความดีแม้เพียงน้อยนิด ร้ายแรงมากและไม่สามารถทำคืนหรือแก้ไขได้อีกคือ ปาราชิก ในทางตรงข้ามกันอาบัติเบา ไม่ชั่วหยาบ มีส่วนเหลือของความดีอยู่บ้าง แต่สามารถทำคืนหรือแก้ไขได้อันได้แก่ สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต

HIGHLIGHTS:

การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 130 - 169


พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง