“จิตหลุดพ้นจากอาสวะ” คือจิตที่ปล่อยวางจากอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 แล้วใช่หรือไม่ จิตจึงไม่มีราคะ โทสะ โมหะ กับขันธ์ 5 อีกต่อไป ถ้าใช่? แสดงว่า จิตเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ขันธ์ 5 แต่ก็อยู่ในกองชีวิตนี้, แสดงว่า ชีวิตนี้มีขันธ์ 5 กับจิตเป็นอันที่ 6 ใช่หรือไม่ แล้วพอจิตยึดถือขันธ์ 5 โดยความเป็นเรา ความรู้สึกว่า “เรา” จึงมีขึ้นมากับขันธ์ทุกขันธ์ และตัวที่มาปฏิบัติธรรมคือ “ตัวที่รู้สึกว่าเป็นเรา” มาพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพื่อให้จิตเห็นตามความเป็นจริง, เมื่อจิตเห็นความจริง จิตจึงเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จิตจึงหลุดพ้นจากความยึดมั่นในขันธ์ ดังนั้น “ความเป็นเรา” จึงหายไปตอนนี้ เราเลยไม่มีสิทธิ์บังคับได้ว่า จิต จงหลุดพ้นตอนนั้นตอนนี้ แต่แค่พาจิตไปเห็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 ไปเรื่อยๆ แล้วให้จิตมันตัดสินใจเอง อย่างนั้นหรือ?

“สติปัฏฐานสี่” ที่ทำฐานใดฐานหนึ่งก็หลุดพ้นได้ เช่น เห็นกายในกาย ฯ ซึ่งกายเป็นรูปขันธ์ แสดงว่า ถ้าเราพิจารณารูปขันธ์อย่างเดียว ไม่ให้ไหลไปนามขันธ์อื่นเลย เราก็หลุดพ้นได้ใช่ไหม กล่าวคือ จิตจะรู้จักปล่อยวางจากขันธ์ใดขันธ์หนี่ง เท่านั้นก็เพียงพอใช่หรือไม่

จาก “จูฬโคปาลสูตร อุปมาด้วยนายโคบาล” ที่กล่าวว่า ผู้ที่เป็นมัคคสมังคีบุคคลชั้นต้น ที่เป็นธัมมานุสารีและสัทธานุสารี ก็ชื่อว่าตัดกระแสของมารขวาง ไปฝั่งได้โดยสวัสดีเหมือนกัน ธัมมานุสารีและสัทธานุสารี แต่ถ้ายังไม่เป็นโสดาบัน ก็ปลอดภัยแล้วอย่างนั้นหรือ ถึงแม้จะตายก่อนเป็นโสดาบัน?

จาก “โอกกันตสังยุต ที่ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคล” ที่กล่าวแยกแยะไว้ 10 หมวดนั้น ให้พิจารณาแค่ 1 นัยยะ โดยไม่ต้องครบทั้ง 10 หมวด ก็ถือว่าเป็นโสดาบันในระดับขั้นนั้นๆ ได้แล้วใช่หรือไม่

ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค ซึ่งในมรรคข้อที่ 1 ที่สัมมาทิฏฐิ คือรู้ทุกข์ รู้เหตุให้เกิดทุกข์ รู้ความดับไม่เหลือของทุกข์และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์นั้น มีความเข้าใจว่า สัมมาทิฏฐิที่อยู่ในองค์มรรคแปด กับสัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยสัจสี่ใหญ่ เป็นคนละตัวกันใช่หรือไม่ เพราะเข้าใจว่าในส่วนของสมุทัยและนิโรธนั้น เราไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่มันคือผลที่เกิดขึ้นจากที่แต่ละตอนสมบูรณ์? ส่วนสัมมาทิฏฐิที่ปฏิบัติได้ อยู่ในส่วนของมรรคที่เป็นปัญญาขันธ์ ซึ่งต้องเจริญกระทำให้มาก?

จาก “อนิจจสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕” นั้น ถามว่า “สิ่งนั้นเป็นอนัตตา” เป็นความหมายเดียวกับ “สิ่งนั้นไม่เป็นอัตตา” ใช่หรือไม่ ส่วนคำว่า “อัตตา” ใน “สิ่งนั้นไม่เป็นอัตตา” กับ “ไม่ใช่อัตตาของเรา” นั้น เหมือนหรือต่างกัน

“สัมมาสติ” ทำไมถึงถูกจัดเข้าเป็นสมาธิขันธ์ และเป็นอันเดียวกับสติในสติปัฏฐานสี่ใช่หรือไม่ ถ้าใช่? ทำไมสติปัฏฐานสี่ ดูเหมือนว่าเป็นตัวเดินปัญญา? และสติปัฏฐานสี่เป็นทางสายเอก ควรจัดสัมมาสติเป็นปัญญาขันธ์ได้ไหม หรือสัมมาสติในองค์แห่งมรรค ทำให้นิวรณ์ระงับไปเฉยๆ แต่พอเป็นสัมมาสมาธิแล้ว เอาสมาธินั้น มาเดินปัญญาต่ออีกทีหนึ่ง?

ทำอย่างไรจะเห็นความเป็นอนัตตาในสิ่งต่างๆ เช่น จักษุหรือตา ฯลฯ เพราะก็ยังเห็นความเป็นปกติของมันอยู่

คำถามคุณโทนี่ (www.pure Dhamma.com)

 

คำถามที่ 1 : “จิตหลุดพ้นจากอาสวะ” คือจิตที่ปล่อยวางจากอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 แล้วใช่หรือไม่ จิตจึงไม่มีราคะ โทสะ โมหะ กับขันธ์ 5 อีกต่อไป ถ้าใช่? แสดงว่า จิตเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ขันธ์ 5 แต่ก็อยู่ในกองชีวิตนี้, แสดงว่า ชีวิตนี้มีขันธ์ 5 กับจิตเป็นอันที่ 6 ใช่หรือไม่ แล้วพอจิตยึดถือขันธ์ 5 โดยความเป็นเรา ความรู้สึกว่า “เรา” จึงมีขึ้นมากับขันธ์ทุกขันธ์ และตัวที่มาปฏิบัติธรรมคือ “ตัวที่รู้สึกว่าเป็นเรา” มาพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพื่อให้จิตเห็นตามความเป็นจริง, เมื่อจิตเห็นความจริง จิตจึงเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จิตจึงหลุดพ้นจากความยึดมั่นในขันธ์ ดังนั้น “ความเป็นเรา” จึงหายไปตอนนี้ เราเลยไม่มีสิทธิ์บังคับได้ว่า จิต จงหลุดพ้นตอนนั้นตอนนี้ แต่แค่พาจิตไปเห็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 ไปเรื่อยๆ แล้วให้จิตมันตัดสินใจเอง อย่างนั้นหรือ

คำตอบ : ที่เขียนมาว่าเข้าใจแบบนี้ ก็ดูถูกต้องดี แต่อธิบายด้วยบทพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าที่ท่านได้อธิบายไว้จะดีที่สุด คือ

จิตของเราเปรียบเหมือนดวงไฟ โดยมีขันธ์ห้าและตัณหาเป็นเชื้อเพลิง ตัณหาไม่ได้จะไปยึดถือในอะไรอีก นอกจากในขันธ์ห้าเท่านั้น ตัณหาเพราะมี จึงมีอุปาทานคือความยึดถือ ที่มันก้าวลงไปในขันธ์ห้า มันจึงเป็นภพ จึงเป็นชาติขึ้นมา ถ้าเมื่อไหร่ เราละความยึดถือคืออุปาทาน ด้วยปัญญาแล้ว ขันธ์ห้าก็เป็นของมันอย่างนั้น แล้วดวงไฟก็ไม่มี จิตก็ดับไป

เรารู้สึกว่า จิตนี้มันมีอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เป็นภาพลวงตา การที่เข้าใจว่า จิตเป็นตัวตน เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา เพราะมันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอย่างอื่น สิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น จะเกิดได้ก็ต้องมีเหตุ จะดับได้เหตุก็ต้องดับ ลักษณะนี้เขาเรียกว่า ความเป็นอนัตตา

ที่เราไปคิดนึกว่า เป็นของเรา เพราะบางทีที่มันขยับได้ตามที่เราคิด..เราจึงไปมีความยึดถือคืออุปาทาน..นั่นจึงเป็นปัญหา ถามว่าจะทำยังไง? ต้องตัดตรงอุปาทาน พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ห้า มันจะมีความหน่าย คลายกำหนัด ละ วาง ความยึดถือหรืออุปาทานได้ จิตจะดับไป เหมือนเปลวไฟที่หมดเชื้อดับไป ความร้อนไม่มี มันจะเย็น ความดับนั้นคือนิโรธ ความเย็นนั้นคือนิพพาน เราก็จะหลุดพ้น

 

คำถามที่ 2 : “สติปัฏฐานสี่” ที่ทำฐานใดฐานหนึ่งก็หลุดพ้นได้ เช่น เห็นกายในกาย ฯ ซึ่งกายเป็นรูปขันธ์ แสดงว่า ถ้าเราพิจารณารูปขันธ์อย่างเดียว ไม่ให้ไหลไปนามขันธ์อื่นเลย เราก็หลุดพ้นได้ใช่ไหม กล่าวคือ จิตจะรู้จักปล่อยวางจากขันธ์ใดขันธ์หนี่ง เท่านั้นก็เพียงพอใช่หรือไม่

คำตอบ : คุณตั้งสติไว้อันใดอันหนึ่ง สติปัฏฐานสี่ก็มาได้ด้วย พระพุทธเจ้าบอกว่า นิพพานมีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดยรอบ ไม่ว่าจะมาจากจุดไหน เหมือนจุ่มแห ดึงไปๆ มันก็ไปถึงจุ่มแหของมัน ได้มาทั้งหมด เราเอาตรงไหนก็ได้ที่เรารู้ เราเข้าใจได้ ไม่ว่าจะการพิจารณากาย การเจริญเมตตา การพิจารณาความตายเป็นมรณะสติ “เราจับตรงไหนได้ เอาตรงไหนได้ มันจะเป็นทางเข้ามาสู่นิพพานได้ทั้งสิ้น” หรือความขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน เป็นความเพียรเป็นอุฏฐานสัมปทา รักษาตัวเองได้ในปัจจุบัน จิตมีศรัทธามั่นคง เจริญศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา มีความสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าปัจจุบันต่อไปด้วย เข้าสู่นิพพานก็ได้ ตัวเองมีความสุขแล้ว คนรอบข้างก็ดีไปด้วย

ธรรมะนอกจากจะมีการแจกแจงแยกแยะแล้ว ยังมีการรวมกันเข้ามาด้วย เพราะว่าตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม อันเดียว นั่นคือการทำมรรคแปดเข้าไปในจิตของเรา ทำจนเป็นภาวิตาคือภาวนา หมายถึงการทำให้เจริญ การพัฒนา เราก็จะรู้จักสภาวะการปล่อยวางนั้น นั่นคือนิโรธ นิโรธเป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้งขึ้นมา

 

คำถามที่ 3 : จาก “จูฬโคปาลสูตร อุปมาด้วยนายโคบาล” ที่กล่าวว่า ผู้ที่เป็นมัคคสมังคีบุคคลชั้นต้น ที่เป็นธัมมานุสารีและสัทธานุสารี ก็ชื่อว่าตัดกระแสของมารขวาง ไปฝั่งได้โดยสวัสดีเหมือนกัน ธัมมานุสารีและสัทธานุสารี แต่ถ้ายังไม่เป็นโสดาบัน ก็ปลอดภัยแล้วอย่างนั้นหรือ ถึงแม้จะตายก่อนเป็นโสดาบัน?

คำตอบ : “โสดาบัน” หมายถึง ผู้ถึงกระแสไปสู่นิพพาน ซึ่งมรรคต่างกับผลตรงที่ว่า เครื่องร้อยรัดหรือสังโยชน์ให้อยู่ในภพยังละได้ไม่เท่ากัน ในเบื้องต้น แค่เห็นเสียง รูป กลิ่น รส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่ามันไม่เที่ยง แค่มีความเชื่อมีจิตน้อมไป เรียกว่า เป็น “สัทธานุสารี” คือ ผู้ที่แล่นไปตามศรัทธาแล้ว เป็นโสดาปัตติมรรคแล้ว มีการปรับความเห็นให้ถูกต้อง ตามปัญญาหรือตามศรัทธาที่มี ส่วนคนที่เป็น “ธัมมานุสารี” คือผู้ที่แล่นไปตามธรรม จะมีปัญญาที่แก่กล้ากว่าหน่อย

ถ้าปฏิบัติไปๆ จนกระทั่งเครื่องร้อยรัดหรือสังโยชน์หลุดไป จนมีความมั่นใจลงใจมาก วิจิกิจฉาคือความเคลือบแคลงเห็นแย้ง หายไป สักกายทิฏฐิหายไป จนกระทั่งสีลัพพตปรามาสคือการกระทำการปฏิบัติแบบไม่จริงจัง หายไป มีมรรคผลเป็นแก่นสารแล้ว อันนี้คุณจะเข้าสู่ความเป็นโสดาปัตติผล คือปล่อยวาง ละเครื่องร้อยรัดคือสังโยชน์ 3 อย่างได้

ดังนั้น ธัมมานุสารี สัทธานุสารี เป็นเบื้องต้น เป็นขั้นโสดาปัตติมรรค เมื่อทำต่อไปได้ดี ตามอินทรีย์ของแต่ละคน ก็จะหลุดออกมาเป็นสัทธาวิมุตติ และทิฏฐิปัตต

ส่วนกายสักขี คือ การเห็นตามเป็นจริงในกาย อันนี้อาศัยอินทรีย์คือสมาธิ ให้มีความเข้าใจไปในกายได้อย่างถูกต้อง ทำต่อไปอีกได้เรื่อยๆ ละตรงนั้น ละตรงนี้ได้ ก็จะถึงที่สุด คือจะเป็นอุภโตภาควิมุต หรือว่าปัญญาวิมุต (อ่านรายละเอียดอริยบุคคล 7 ประเภท ที่เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

สรุปคือ แค่มีความเชื่อมีจิตน้อมไป ก็เป็นโสดาปัตติมรรคทันที แต่แค่นั้นมันก็ต้องใช้ศรัทธาพอสมควร และโสดาปัตติมรรค มันเสื่อมได้ แล้วจะทำอย่างไร ก็ตั้งจิตใหม่ ให้มีความมั่นใจใหม่ ให้มีความศรัทธาใหม่ ไปจนถึงมาตามมรรคแปด ซึ่งต้องมีเครื่องทดสอบแน่นอน ธรรมดา เพราะฉะนั้น ผัสสะเป็นเหมือนกับฝั่งในฝั่งนอก ที่จะคอยเตือนเราอยู่ว่าอย่าออกนอกทาง

 

คำถามที่ 4 : จาก “โอกกันตสังยุต ที่ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคล” ที่กล่าวแยกแยะไว้ 10 หมวดนั้น ให้พิจารณาแค่ 1 นัยยะ โดยไม่ต้องครบทั้ง 10 หมวด ก็ถือว่าเป็นโสดาบันในระดับขั้นนั้นๆ ได้แล้วใช่หรือไม่

คำตอบ : พระพุทธเจ้าบอกว่า “เอาอย่างเดียวได้ไหม รักษาจิตอย่างเดียวได้ไหม” เพราะว่าเวลาอุปาทานมันเกิด มันเกิดที่จิต จิตมันเชื่อมกับขันธ์ 5 เชื่อมกับอายตนะ ถ้าเรารักษาจิตของเราได้ ด้วยสติ การปฏิบัติจึงเข้ามาที่จิต ทำบริกรรมทำภาวนาทำให้เจริญ ในที่นี้คือ เจริญมรรคแปดให้เกิดขึ้นในจิต ให้มันเข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียว

 

คำถามที่ 5 : ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค ซึ่งในมรรคข้อที่ 1 ที่สัมมาทิฏฐิ คือรู้ทุกข์ รู้เหตุให้เกิดทุกข์ รู้ความดับไม่เหลือของทุกข์และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์นั้น มีความเข้าใจว่า สัมมาทิฏฐิที่อยู่ในองค์มรรคแปด กับสัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยสัจสี่ใหญ่ เป็นคนละตัวกันใช่หรือไม่ เพราะเข้าใจว่าในส่วนของสมุทัยและนิโรธนั้น เราไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่มันคือผลที่เกิดขึ้นจากที่แต่ละตอนสมบูรณ์? ส่วนสัมมาทิฏฐิที่ปฏิบัติได้ อยู่ในส่วนของมารคที่เป็นปัญญาขันธ์ ซึ่งต้องเจริญกระทำให้มาก?

คำตอบ : ไม่ผิด เพราะจะมารวมลงอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปดนี่แหละ ทั้งหมดทั้งสิ้นที่อธิบายจะมารวมลงอยู่ในมรรคแปด มรรคแปดจึงจะเป็นจุดที่ทำให้เข้าใจในอริยสัจสี่ เริ่มจากสัมมาทิฏฐิ ซึ่งมันเชื่อมกันหมด ต้องเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ถ้าเราจะดูในโครงสร้างรวม เราต้องดูในรายละเอียด เจาะลงไปด้วย ว่า เหตุเกิดของแต่ละอย่างมันมีหน้าที่อะไร ที่ว่าการเวียนรอบ 4 นี่ คืออะไร มีอาการ 12 คืออะไร ใน 3 รอบหรือ 4 รอบนั้น มีหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร

สิ่งที่มันจะไม่เข้ากันเลย คือ นิวรณ์กับสมาธิ มันจะเข้าไม่ได้ ถ้ามีอันหนึ่ง ก็จะมีอีกอันหนึ่งไม่ได้ ถ้ามันยังไม่เข้ากันได้ โดยบัญญัติเอาไว้ว่า เป็นสิ่งที่ควรละ อยู่ในหมวดของตัณหา อวิชชา นิวรณ์ กิเลส อกุศลธรรมทั้งหลาย เราไม่อยากจะทำให้มันมีเกิดขึ้นในจิตของเราหรอก เราต้องละมันเสีย ตัณหาอยู่ในอริยสัจสี่ เป็นสิ่งที่ควรละ เพราะฉะนั้นโครงสร้างในอริยสัจสี่มีอยู่แล้ว หน้าที่ท่านก็กำหนดเอาไว้ด้วย ทั้งหมดนี้จะไม่เกินไปกว่าเรื่องของมรรคแปด จะไม่แยกกันไปเป็นประการอื่น จะต้องลงรับกัน

 

คำถามที่ 6 : จาก “อนิจจสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕” นั้น ถามว่า “สิ่งนั้นเป็นอนัตตา” เป็นความหมายเดียวกับ “สิ่งนั้นไม่เป็นอัตตา” ใช่หรือไม่ ส่วนคำว่า “อัตตา” ใน “สิ่งนั้นไม่เป็นอัตตา” กับ “ไม่ใช่อัตตาของเรา” นั้น เหมือนหรือต่างกัน

คำตอบ : นั่นไม่ใช่ของเรา มาจากบาลีที่ว่า “เอตังมะมะ” “เอโสหะมัสมิ” นั่นไม่ใช่เรา “เอโส เม อัตตาติ” นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ส่วน “อัตตา” หมายความว่า เราจะต้องได้ตามปรารถนาว่า สิ่งนั้นอย่าเป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้นเลย ถ้ารูปจะพึงเป็นอัตตาแล้วไซร้ เราต้องได้ตามปรารถนาสิว่า รูป จงเป็นอย่างนี้ๆ รูป อย่าเป็นอย่างนั้นๆ เลย เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ จะเป็นอัตตาแล้วไซร้ เราต้องได้ตามปรารถนาสิ ชั้นต้องสุขอย่างนี้ อย่าทุกข์อย่างนี้ ต้องมีในเราสิ ต้องเป็นของเราสิ ต้องเป็นสิ่งนี้ สิ่งนี้ต้องเป็นเราสิ “มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นไง ตรงนี้จึงเป็นคำว่า “อัตตา” โผล่ขึ้นมา ว่าเราจะไม่ได้ตามปรารถนา”

ดังนั้น ถ้าเราหยุดที่จะคิดไปตามอำนาจของกิเลส แต่ให้เริ่มต้นด้วยการที่จะตัดมัน ด้วยการปฏิบัติ อันนี้เราจะตามพระพุทธเจ้าทันได้

 

คำถามที่ 7 : “สัมมาสติ” ทำไมถึงถูกจัดเข้าเป็นสมาธิขันธ์ และเป็นอันเดียวกับสติในสติปัฏฐานสี่ใช่หรือไม่ ถ้าใช่? ทำไมสติปัฏฐานสี่ ดูเหมือนว่าเป็นตัวเดินปัญญา? และสติปัฏฐานสี่เป็นทางสายเอก ควรจัดสัมมาสติเป็นปัญญาขันธ์ได้ไหม หรือสัมมาสติในองค์แห่งมรรค ทำให้นิวรณ์ระงับไปเฉยๆ แต่พอเป็นสัมมาสมาธิแล้ว เอาสมาธินั้น มาเดินปัญญาต่ออีกทีหนึ่ง?

คำตอบ : มรรคแปดเข้ากันเป็นหนึ่ง ไม่ได้แยกกันเป็นอื่น แต่ท่านแยกแจกแจงเพื่อให้เราเห็น ดังนั้น เป็น “สัมมาสติ” เหมือนกัน ท่านบัญญัติเพื่อให้เราเข้าใจ แจกแจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ถ้าเราทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นในจิตแล้ว มันไม่แยกกัน

 

คำถามที่ 8 : ทำอย่างไรจะเห็นความเป็นอนัตตาในสิ่งต่างๆ เช่น จักษุหรือตา ฯลฯ เพราะก็ยังเห็นความเป็นปกติของมันอยู่

คำตอบ : เราต้องเห็นให้ได้ เหมือนคนที่เขาฝึกซ้อมอยู่เสมอๆ เราต้องหานิมิตคือเครื่องหมาย ของความไม่เที่ยงให้เจอ เครื่องหมายในที่นี่ก็คือเหตุปัจจัยของมัน เหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้มันตั้งอยู่ เป็นอยู่ มีอยู่ ถ้าเหตุปัจจัยนั้น ยังมีอยู่ มันก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าเหตุปัจจัยนั้น เคลื่อนไปหายไปดับไป มันจะยังอยู่ได้ไหม เราให้มองตรงนี้นี่แหละ จะเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งที่มันยังตั้งอยู่ คงทนถาวรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง

นิมิตคือเครื่องหมาย ที่เราจะต้องหาให้เจอ ให้เห็นถึงความเป็นของไม่เที่ยง ของความเป็นอนัตตา ในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น นั่นคือความที่มันจะต้องอาศัยเหตุต้องอาศัยปัจจัยนั่นเอง

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง อ่าน "ทีปสูตร อานิสงส์แห่งการเจริญอานาปานสติสมาธิ" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อ่าน "อนัตตลักขณสูตร๑- ว่าด้วยลักษณะแห่งอนัตตา" พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อ่าน "จูฬโคปาลสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ อ่าน "อริยบุคคล 7" พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) อ่าน "อนิจจสูตรที่ ๒" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ฟัง "รักษาจิตได้ก็พ้นทุกข์" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562 ฟัง "ไม่มีเราในความเป็นอนัตตา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562 ฟัง "คำพุทธ-มหาหัตถิปโทปมสูตร อุปมาอริยสัจกับรอยเท้าช้าง" ออกอากาศทาง FM92.5 และ FM106 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ฟัง "สัมมาทิฏฐิ (ตอนที่ 1): องค์นำหน้าของอริยมรรคมีองค์แปด" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ฟัง "สัมมาทิฏฐิ (ตอนที่ 2): รุ่งอรุณแห่งกุศลธรรม" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ฟัง "อนัตตา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ฟัง "นัยยะ 4 อย่าง แห่ง อนัตตา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561 ฟัง "ภาวิตา พหุลีกตา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561 ฟัง "เจริญสติปัฏฐาน 4 โดยวิธี 3" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ฟัง "สากัจฉาธรรม – อริยมรรคมีองค์แปดโดยละเอียด ตอนที่ ๑" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559 ฟัง "สากัจฉาธรรม – มรรคมีองค์แปด ตอนที่ ๒" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559