พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบกิเลสว่าคือ “มารผู้ล้างผลาญความดี” ทำให้ความดีของเราไปต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้มีความมั่นใจลงใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะสามารถก้าวต่อไปทำความดีต่อไปได้

เพราะเหตุใดเราต้องพิจารณาความไม่เที่ยง ให้เห็นว่าไม่เป็นเรา - ของเรา แล้วการพิจารณาแบบนี้มีความเกี่ยวโยง กันอย่างไร แล้วต้องพิจารณาแยกแยะจนไปสุดที่ตรงไหน ???

อนัตตา คือ คุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น โดยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง มันจึงมีความไม่เที่ยง มีความเป็นทุกข์ ฉะนั้นเราไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอยากเป็นทุกข์ เพราะมีความอยากเป็นการยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา การมีตัวเราของเราก็เพราะอุปาทาน … ซึ่งอุปทานเกิดในขันธ์ 5 เท่านั้น

จิตที่มีราคะ โทสะ โมหะ คือ อาการที่ขันธ์ 5 เขากระทำต่อกันเรียบร้อยแล้ว ผลออกมาเป็นราคะ โทสะ โมหะใช่หรือไม่ ??? แล้วขันธ์แต่ละตัวมีราคะ โทสะ โมหะได้หรือไม่ ???

จิตที่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย หมายถึงจิตที่ปล่อยวางจากอุปทานขันธ์ทั้ง 5 ใช่หรือไม่ ???

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คำถามคุณ Tony จากที่ถามเกี่ยวกับเรื่องไตรลักษณ์ว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ก็ไม่ควรจะถือว่า สิ่งนั้นเป็นตัวเราของเรา” จึงมีคำถามที่ต่อเนื่องกัน ดังนี้

คำถามที่ 1 : ทำไมจะต้องเห็นว่า มันไม่เป็นของเรา ไม่เป็นเรา แล้วความไม่เที่ยง โยงมาถึงความไม่เป็นเราได้อย่างไร เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

คำตอบ : ความรู้สึกที่เป็นตัวเราของเราอยู่ที่ไหน ความทุกข์มันจะเกิดขึ้นที่ตรงนั้น พอสิ่งใดสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น จากที่มันเป็นอยู่เดิม ในทางที่เราไม่ต้องการ ไม่ปรารถนา เราจะมีความทุกข์ขึ้นทันที นี่แหละคือลักษณะของความที่ “เป็นเรา” “เป็นตัวเรา” “เป็นตัวตนของเรา” เพราะฉะนั้น ถ้าเราเห็นว่าเป็นของเราแล้ว มันจะนำความทุกข์มาให้ คุณจะทุกข์ทันที

อนัตตา คือ คุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยความเป็นตัวตน คือ อัตตาของมันเองได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีคุณสมบัติของความเป็นอนัตตา เราเรียกว่า มันมี “ความไม่เที่ยง” เพราะมันขึ้นกับเหตุปัจจัย มันจะมีความที่ทนอยู่ได้ยาก เราจึงเรียกว่า “เป็นความทุกข์”

สิ่งที่มีคุณสมบัติของความเป็นอนัตตา จึงไม่เที่ยง จึงมีความเป็นทุกข์ ซึ่งถ้าเราไปยึดถือ แล้วมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นจากที่เราอยากให้มันเป็น เราจะทุกข์ทันที ยิ่งยึดถือมากเท่าไหร่ ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น

พระพุทธเจ้าบอกว่า ความอยากเป็นเหตุของความทุกข์ เพราะพอมีความอยากจึงมีความยึดถือว่านี่เป็นตัวเราของเรา ความที่ว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นผลของความยึดถือคืออุปาทาน ที่มีเหตุมาจากตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทาน จึงมีความรู้สึกเป็นตัวเราของเราขึ้นมา นั่นคือ สภาวะที่เป็นภพ “เอตังมะมะ เอโสหะมัสมิ เอโสเมอัตตา” “ที่เรารู้สึกว่า นี่คือกายของเรา เพราะเรามีความยึดถือเข้าไปแล้ว” แต่ความรู้สึกในกายเป็นคนละแบบ

เหล่าพระอรหันต์จะเห็นกายโดยความที่เป็นอนัตตา โดยความที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย โดยความที่ไม่มีความยึดถือ ขยับเขยื้อนตามนั้น รับรู้ได้ธรรมดา เป็นสมมติโลก

อะไรบ้างที่เป็นอนัตตา ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ความรู้สึกคือเวทนา อะไรที่มันจะเกิดขึ้นตามมาจากช่องทางต่างๆ เหล่านั้นทั้งหมด เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่รับรู้ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นอนัตตาทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นที่ตั้งที่จะทำให้เกิดความทุกข์ได้หมดเลย พระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าเป็น “กองทุกข์”

ความยึดถือ ถ้าจะเกิดจะเกิดขึ้นในขันธ์ 5 นี้เท่านั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ ขันธ์ห้าเป็นที่ตั้งของอุปาทาน จึงใช้คำว่า “อุปาทานขันธ์ 5” แต่ถ้าอุปาทานคือความยึดถือไม่ได้เกิดในจุดนั้น จุดนั้นก็ไม่ได้เป็นความทุกข์ของเรา พอมีความยึดถือ ทำให้มีความรู้สึกว่า นี่เป็นของเราขึ้นมาทันที ความไม่เที่ยงจึงมาแก้ปัญหานี้ได้

พอเราเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เป็นของไม่สวยงาม ความยึดถือมันจะคลายออกๆ จนหมด ยิ่งยึดถือมากขึ้นเท่าไหร่ ความทุกข์ก็มากขึ้นตามเป็นเท่าทวีคูณ แต่ถ้าคลายความยึดถือ ความทุกข์นั้นก็น้อยลง ตามความยึดถือ ถ้าไม่มีความยึดถือ ความทุกข์นั้นก็ไม่มีเลย ความยึดถือ ตัณหา อวิชชา พวกนี้เกิดในจิต จิตไปรับรู้อะไร ความยึดถือก็ลดลงตามที่จิตนั้นมีหรือไม่มี มากหรือน้อย

เพราะฉะนั้น ความไม่เที่ยงแล้วโยงมาเป็นเราได้ ตรงที่มันละความยึดถือคืออุปาทานนั่นเอง ความไม่เที่ยงนั้นจึงจัดอยู่ในส่วนของมรรคแปด มรรคแปดนั้นจะละ ลอก ตัด ขูด กำจัดตัณหาออกไป ตัณหาที่ทำให้เกิดความยึดถือคืออุปาทานลดลงๆ เพราะการทำเจริญให้มาก ซึ่งมรรคแปด มีความไม่เที่ยง เป็นต้น และไม่ใช่แค่ความไม่เที่ยง แค่เรารักษาศีลได้ ความยึดถือลดลงแล้วทันที การไม่ไปตามความคิดนึก แต่ให้มีจิตตั้งเป็นอารมณ์อันเดียว นั่นคือสมาธิ กิเลสลดแน่นอน

 

คำถามที่ 2 : ความเป็นอนัตตาในส่วนที่เป็นรูปธรรม ยังมีความสงสัยเกี่ยวกับธาตุ 4 ว่า ถ้าเราแยกแยะออกไป มันก็ไม่ใช่ตัวตน มีความไม่เที่ยงของมัน สืบสาวหาเหตุต่อไปเรื่อยๆ สิ่งนี้ก็ไม่เที่ยงๆ แล้วจะสุดจบที่ตรงไหน หรือตรงจุดไหนคือจุดเริ่มของความไม่เที่ยง

คำตอบ : มันไม่เที่ยง เพราะมันมีเหตุปัจจัยมา มีความเป็นอนัตตา สาวไปๆ อันนั้นก็ไม่เที่ยง เพราะมีเหตุปัจจัยมา สาวไปเรื่อยๆ มันไม่จบ เพราะมันก็ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงกันมา วนไปวนมาเป็นวงกลม หาที่เริ่มต้น หาที่เบื้องปลาย หาที่สุด หาไม่ได้ เพราะมันวนเป็นวงกลม พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ที่ทำให้มันเป็นวงกลม ไม่รู้จุดเริ่มต้น เบื้องปลาย สมมติเรียกว่า อวิชชา

ดังนั้น ถ้าเราจะใคร่ครวญพิจารณาไปในเรื่องนี้ให้มันถึงที่เริ่มเบื้องต้นได้ ที่สุดเบื้องปลายได้ ให้มาใคร่ครวญเรื่องของปฏิจจสมุปบาท จะเป็นประโยชน์มาก เพราะนั่นเป็นส่วนของมรรค จะทำให้เกิดความเข้าใจ ถึงความไม่เที่ยง ถึงความเป็นเหตุปัจจัย มีเหตุมีผลของสิ่งต่างๆ พระพุทธเจ้าจึงมาหาที่เริ่มให้ หาที่สุดจบให้ จนเกิดเป็นความรู้

 

คำถามที่ 3 : ราคะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่ในจิต นี่คืออาการของขันธ์ห้า ที่เข้ากระทำต่อกันเรียบร้อยแล้ว จึงให้มีผลเป็นราคะ โทสะ โมหะ ใช่หรือไม่ หรือขันธ์แต่ละอย่างมีราคะ โทสะ โมหะ ของมันมาแล้วหรืออย่างไร เราจะใช้คำว่า ราคะ โทสะ โมหะ กับจิตเท่านั้น ไม่ใช้กับขันธ์ห้า ใช่หรือไม่

คำตอบ : กิเลสเกิดขึ้นที่จิตเท่านั้น กิเลสอาศัยขันธ์ห้าแล้วจึงเกิดขึ้น ที่เข้าไปยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขารหรือวิญญาณ โดยความเป็นตัวตน กิเลสจะเกิดขึ้นที่จิต แต่ด้วยขันธ์ห้าหรือผัสสะที่แตกต่างกัน “กิเลสเกิดแล้ว มันสะสม หมักหมม พอพูนอยู่ในจิตของเรา” จิตจึงเป็นการปรุงแต่งขึ้นมาอย่างหนึ่งเหมือนกัน เป็นตุ๊กตาตัวหนึ่ง ที่ท่านจะอธิบายสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้

 

คำถามที่ 4 : จิตที่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย หมายถึง จิตปล่อยวางจากอุปาทานขันธ์ห้าใช่หรือไม่ จิตจึงไม่มีราคะ โทสะ โมหะ กับขันธ์ห้าอีกต่อไป หมายถึง การที่จิตจะละอุปาทานคือความยึดถือ ในขันธ์ห้าได้ ถ้าละความยึดถือได้ หมายถึง กิเลสก็ไม่เกิด

คำตอบ : ถ้าเราเห็นตามความเป็นจริงมาเรื่อยๆ จนที่สุดเลย พระพุทธเจ้าบอกว่า จิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย พอพ้นแล้ว มันก็ดับไป เพราะเหตุปัจจัยให้มันคงอยู่ ดำรงอยู่ มันไม่มี พอมันพ้นแล้ว ดับไปแล้ว จิตนั้นก็ดำรงอยู่ เพราะเป็นจิตที่ดำรงอยู่ จิตจึงยินดี ร่าเริงด้วยดี เพราะเป็นจิตที่ยินดีร่าเริงด้วยดี จิตจึงไม่หวาดสะดุ้ง เมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตนนั่นเทียว

ปรินิพานคือดับเย็น เย็นคือดับ จิตนั่นแหละดับ ดับแล้วจากการที่ต้องไปปรุงแต่งตามอำนาจของสังขาร อวิชชา แต่จิตยังดำรงอยู่ได้ เพราะด้วยอำนาจของมรรคแปด พอเราปฏิบัติตามมรรคแปดเข้าไปเรื่อยๆ กิเลส ตัณหา อาสวะมันลอกออกๆ จนเห็นอวิชชา ลอกออกอีก จนมันทรงอยู่ไม่ได้ อวิชชามันจะไม่เกิดขึ้น เกาะขึ้นที่จิต ที่เรารู้สึกว่า เป็นตัวเราของเรา เพราะจิตไปยึดถือสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นตัวอยู่ แต่พอเอาพวกความยึดถือต่างๆ นี้ออกไป ความเป็นตัวตนของมันไม่มี มันหายไป ดับไปตรงนี้แล้ว จิตก็ดำรงอยู่ด้วยมรรคแปด จนกว่ากายนี้จะแตกไป

ฟัง "เปลี่ยนรูปแบบเปลี่ยนชีวิต" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562 ฟัง "อุปทานในขันธ์ทั้ง 5" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561 ฟัง "นัยยะ 4 อย่าง แห่ง อนัตตา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561 ฟัง "อนิจจังทุกขังอนัตตา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ฟัง "ปรารถนาอัตตาจากสิ่งที่เป็นอนัตตา ไม่ได้" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ฟัง "ธรรมสากัจฉา-จิตหลุดพ้น" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 5 กมุภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ฟัง "ปฏิจจสมุปบาท อาศัยกันและกันเกิดขึ้น" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556