ลักษณะความแตกต่าง 8 อย่างระหว่าง ผู้มีลักษณะแห่งความเกียจคร้าน (กุสีตวัตถุ)และผู้มีลักษณะแห่งการทำจริง แน่วแน่จริง (อารัพภวัตถุ)

เหตุการณ์เดียวกัน เปรียบเหมือนเหรียญเดียวกัน แต่คนละด้าน สถานการณ์เดียวกัน แต่มองคนละมุม คนหนึ่งมองติดอยู่อยู่แค่เรื่องอาหาร เรื่องการเดินทาง เรื่องการงาน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ..แต่อีกคนหนึ่งเห็นโอกาสแห่งการที่จะตั้งไว้ซึ่งความเพียรได้…เหตุการณ์อย่างเดียวกัน คุณใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะกระทำชั่วก็ได้ เหตุการณ์อย่างเดียวกัน คุณใช้เป็นที่ตั้งที่จะทำความดีก็ได้

ในขันธ์ 5 มีทั้งส่วนที่เป็นมิจฉามรรคที่เป็นไปในทางต่ำ ทั้งความขี้เกียจ และส่วนที่เป็นอริยมรรค ที่จะไปทางสูง เป็นที่ตั้งในการที่จะทำความเพียรได้ โดยในพระสูตรนี้ยกเอา 4 คู่นี้ขึ้นมาพูดอธิบายให้เห็น…สามารถขยายความมาในขันธ์ 5 ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาความคิดนึกที่มันเป็นกุศลหรืออกุศลโผล่ขึ้นมาได้…เราจึงต้องไม่ตามความคิดที่ไม่ดี แต่ให้เราเอาตรงนี้มาเป็นที่ตั้งในการปรารภความเพียร ยิ่งทำสติให้มันมีมากขึ้น ไม่ตามสิ่งที่ไม่ดีนั้นไป สัญญาด้วย สังขารด้วย วิญญาณด้วย ตั้งไว้ให้มันดี ให้มันถูก ให้มันชอบ สามารถที่จะไม่ไปตามมิจฉามรรค

เมื่อเราฟังเรื่องราวที่เป็นองค์ประกอบตรงนี้ ให้คิดไตร่ตรองใคร่ครวญว่า เราเป็นแบบไหนกัน? เหตุการณ์นี้เราจะใช้เป็นฐานที่ตั้งสำหรับในการทำอะไร ?

ลักษณะความแตกต่าง 8 อย่าง ระหว่าง ผู้มีลักษณะแห่งความเกียจคร้าน (กุสีตวัตถุ)และผู้มีลักษณะแห่งการทำจริง แน่วแน่จริง (อารัพภวัตถุ) มีดังนี้

ลักษณะความแตกต่างในข้อที่

ผู้มีลักษณะแห่งความเกียจคร้าน จะมีความคิดว่า

ส่วนบุคคลผู้มีลักษณะแห่งการทำจริง แน่วแน่จริง จะมีความคิดว่า

1. ในสถานการณ์ที่มีกิจการงานที่จะต้องกระทำอยู่

ถ้าเราไปทำงาน กายก็จะเหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อน ดังนี้ เธอนั้นก็นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อกระทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง

ก็การงาน เป็นสิ่งที่เราจะต้องไปทำ แต่ถ้าเมื่อเราไปทำการงานนั้นอยู่ มันจะไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้

เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อกระทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ได้กระทำให้แจ้งเสียก่อน ดังนี้

เธอนั้นจึงปรารภความเพียร เพื่อบรรลุที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อกระทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง

2.ในสถานการณ์ ที่การงานนั้น ได้สำเร็จ ลุล่วงลงแล้ว

ก็เราได้ทำการงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานนั้นอยู่ กายของเราก็เหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อนฯ

ก็เราได้ทำการงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานนั้นอยู่ กายของเราก็เหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อนฯ

3.เมื่อมีความจำเป็น ที่จะต้องเดินทางไกล

ก็หนทางไกล เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องเดิน แต่ถ้าเมื่อเราไปเดินทางไกลอยู่ กายของเราก็จะเหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อนฯ

ก็หนทางไกล เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องเดิน แต่ถ้าเมื่อเราไปเดินทางไกลอยู่ มันจะไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะรีบปรารภความเพียรฯ

4.เมื่อการเดินทางไกลนั้น ลุล่วงเรียบร้อยแล้ว

ก็เราได้เดินทางไกลเสร็จแล้ว ก็แต่เมื่อ ตอนที่เราเดินทางนั้นอยู่ กายของเราก็เหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อนฯ

ก็เราได้เดินทางไกล เสร็จแล้ว ก็เมื่อตอนที่เราเดินทางไกลอยู่ เราไม่สามารถทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะรีบปรารภความเพียรฯ

5.ในกรณี เที่ยวแสวงหาอาหาร ในบ้าน หรือนิคม ไม่ได้อาหาร เต็มตามที่ต้องการ

ก็เมื่อเราเที่ยวแสวงหาอาหาร ในบ้านหรือนิคม ไม่ได้อาหาร เต็มตามที่ต้องการ กายของเรา ก็เหน็ดเหนื่อย ทำอะไรไม่ได้ เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อนฯ

ก็เมื่อเราเที่ยวแสวงหาอาหาร ในบ้านหรือนิคม แต่ไม่ได้อาหาร เต็มตามที่ต้องการ แต่กายของเรา กลับเป็นกายที่เบา ควรแก่การงาน เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะอาศัยกายที่เบา ควรแก่การประกอบการงานนั้นๆ รีบปรารภความเพียรฯ

6.ในกรณี เที่ยวแสวงหาอาหาร ในบ้านหรือนิคม และได้อาหาร เต็มตามที่ต้องการ

ก็เมื่อเราเที่ยวแสวงหาอาหาร ในบ้านหรือนิคม และได้อาหารเต็มตามที่ต้องการ กายของเรา ก็เป็นกายที่หนัก เหมือนเม็ดถั่ว ถูกแช่น้ำพอง ทำอะไรไม่ได้ เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อนฯ

ก็เมื่อเราเที่ยวแสวงหาอาหาร ในบ้านหรือนิคม ได้อาหารเต็มตามที่ต้องการ ก็จริง แต่กายของเรา ก็ยังเป็นกายที่เบา ควรแก่การงานอยู่ เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะอาศัยกายที่เบา ควรแก่การประกอบการงานนั้นๆ รีบปรารภความเพียรฯ

7.ในสถานการณ์ ที่มีอาการเจ็บไข้เล็กน้อย เกิดขึ้น

ก็อาการเจ็บไข้เล็กน้อยนี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา มีข้ออ้างเพื่อจะนอน มีเหตุผลควรที่จะนอน เอาเถิด ถ้ากระไรในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อนฯ

ก็อาการเจ็บไข้เล็กน้อยนี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันอาจเป็นไปได้ว่า อาการเจ็บไข้นั้น จะลุกลามหนักขึ้น จนทำให้ไม่สามารถทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะรีบปรารภความเพียรฯ

8.ในสถานการณ์ ที่เธอนั้น หายจากความเจ็บไข้อย่างหนัก ได้ไม่นาน

ก็เราเพิ่งหายจากการเจ็บไข้อย่างหนัก ได้ไม่นาน กายของเรายังอ่อนเพลีย ยังไม่ควรจะทำอะไร เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะนอนเสียก่อนฯ

ก็เราเพิ่งหายจากความเจ็บไข้อย่างหนัก ได้ไม่นาน อันเป็นเหตุให้ ไม่สามารถทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ แต่มันอาจเป็นไปได้ว่า อาการเจ็บไข้นั้น จะหวนกลับมาอีก เอาเถิด ถ้ากระไร ในตอนนี้ เราจะรีบปรารภความเพียรฯ

เหตุการณ์เดียวกัน เปรียบเหมือนเหรียญเดียวกัน แต่คนละด้าน สถานการณ์เดียวกัน แต่มองคนละมุม คนหนึ่งมองติดอยู่อยู่แค่เรื่องอาหาร เรื่องการเดินทาง เรื่องการงาน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ..แต่อีกคนหนึ่งเห็นโอกาสแห่งการที่จะตั้งไว้ซึ่งความเพียรได้

เหตุการณ์อย่างเดียวกัน คุณใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะกระทำชั่วก็ได้ เหตุการณ์อย่างเดียวกัน คุณใช้เป็นที่ตั้งที่จะทำความดีก็ได้ ตัวอย่างเห็นได้จากที่พระพุทธเจ้าปรารภในพระสูตรข้างต้นนี้ แน่นอนว่า ขันธ์ 5 ทั้งหมด มันก็เป็นที่รวมทั้งสิ่งที่เป็นอกุศล คือความยึดถือ คือตัณหา อวิชชา ที่มันก็มาครอบงำขันธ์ 5 นี้ได้…ก็ขันธ์ 5 นี้แหละที่เราจะทำมรรค เราก็ต้องทำในขันธ์ 5 เพื่อให้อวิชชา ตัณหา ความยึดถือมันออกไป เหมือนร่างกายของเรา เป็นรังของโรค โรคก็อยู่ในกายนี้ ยาเวลาที่เขาเอามาใส่ เขาก็เอามาใส่ในกายนี้ เพราะในกายของเรา มีทั้งโรค มีทั้งยา เช่นเดียวกันในขันธ์ 5 มีทั้งส่วนที่เป็นมิจฉามรรค ที่เป็นไปในทางต่ำ ทั้งความขี้เกียจ โดยในพระสูตรนี้ยกเอา 4 คู่ขึ้นมาพูดอธิบายให้เห็น ยังมีทางที่จะไปสูงได้ เป็นที่ตั้งในการที่จะทำความเพียรได้…สามารถขยายความมาในขันธ์ 5 ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาความคิดนึกที่มันเป็นกุศลหรืออกุศลโผล่ขึ้นมา…เราจะต้องไม่ตามความคิดที่ไม่ดี แต่ให้เราเอาตรงนี้มาเป็นที่ตั้งในการปรารภความเพียร ยิ่งทำสติให้มันมีมากขึ้น ไม่ตามสิ่งที่ไม่ดีนั้นไป สัญญาด้วย สังขารด้วย วิญญาณด้วย ตั้งไว้ให้มันดี ให้มันถูก ให้มันชอบ สามารถที่จะไม่ไปตามมิจฉามรรค

ทางมันอันเดียวกันแต่มันไปคนละทิศ เขาจึงเรียกว่า เป็นคนละทาง…ทางหนึ่งไปมิจฉามรรค อีกทางไปอริยมรรค ตอนปฏิบัติมันก็สว่างเหมือนกัน แต่มิจฉามรรคความสว่างนั้นก็ลดลง ๆ ไม่สังเกตให้ดีบางทีไม่รู้ แต่ทางเราปฏิบัติตามอริยมรรค ไปตามทางดี ความสว่างนั้นก็มากขึ้น ๆ บางทีสังเกตดูดี ๆ สว่างมาก ต้องคอยสังเกตดู สติต้องตั้งไว้อย่างดี เราฟังเรื่องราวที่เป็นองค์ประกอบตรงนี้ ให้คิดไตร่ตรองใคร่ครวญว่า เราเป็นแบบไหนกัน? เหตุการณ์นี้เราจะใช้เป็นฐานที่ตั้งสำหรับในการทำอะไร ?


พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง