ความแตกต่างระหว่าง โทสะ กับ โมหะ

ทำความเข้าใจโดยละเอียดเกี่ยวกับ “พิจารณากายในกาย จิตในจิต และเวทนาในเวทนา”

ผู้ที่ถือศีลแปด สามารถยืนดื่มน้ำได้หรือไม่

ในศีลข้อที่ 5 ที่ว่าเว้นจากของมึนเมา สามารถดื่ม SPY ได้หรือไม่

ทำความเข้าใจโดยละเอียดของคำว่า “ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต” และข้อความในพระสูตรที่ว่า “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?”

ในวันที่โลกสมมุติให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ อามิสเป็นขั้นแรกของศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ศรัทธาก็ต้องคู่กับปัญญา ถูกต้องหรือไม่

คำถาม 1: ขอคำอธิบายว่า โทสะ กับ โมหะ ต่างกันอย่างไร

คำตอบ 1: พระพุทธเจ้าทรงแบ่งแยกกิเลสออกเป็น 3 กองใหญ่ ดังนี้

โลภะหรือราคะ เป็นกิเลสกองที่

มีโทษน้อยคลายช้า

จิตมีอาการทำให้เกิดความหิว ความอยาก

เหตุที่ทำให้เกิดคือ การพิจารณาเห็นในสิ่งที่สวยงาม (สุภนิมิต)

วิธีดับคือ การใช้อสุภะ

โทสะ เป็นกิเลสกองที่

มีโทษมากคลายเร็ว

มีอาการทำให้เกิดความโกรธ เร่าร้อน รุ่มร้อน หรือขัดเคืองใจ

เหตุที่ทำให้เกิดคือ ความไม่พอใจ ความขัดเคือง (ปฏิฆะ)

วิธีดับคือ การเจริญเมตตา

โมหะ เป็นกิเลสกองที่

มีโทษมากคลายช้า

มีอาการทำให้เกิดความมืดบอด มีหมอกหรือควันบดบังทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน จนกลายเป็นความไม่รู้หรือเห็นผิดได้

เหตุที่ทำให้เกิดคือ การไม่คิดตามนัยยะของอริยสัจสี่ การไม่ทำในใจโดยแยบคาย (อโยนิโสมนสิการ)

วิธีดับคือ การทำโยนิโสมนสิการเริ่มต้นศึกษาและคิดตามหลักอริยสัจสี่

หากจิตใจของเรามีราคะ โทสะ หรือโมหะครอบคลุมอยู่ จะทำให้จิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่จะเดือดร้อนไปตามอำนาจของกิเลส ซึ่งมีตัณหาเป็นเหตุและทำให้เกิดความยึดถือ(อุปทาน) จนกลายเป็นความข้องไป ดังนั้นหากต้องการละตัณหาให้ได้ เราต้องปฏิบัติตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปด ตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อมีใจเป็นของตนที่เรียกว่า “อัตตมนา”

 

- - - ตอบคำถาม : คุณวัลลภ กมลาศัยกุล

 

คำถาม 2: ต้องการคำขยายความเกี่ยวกับ “พิจารณากายในกาย จิตในจิต และเวทนาในเวทนา”

คำตอบ 2: พระพุทธเจ้าทรงอธิบาย “การพิจารณากายในกาย” ไว้ในเรื่องของอานาปานสติ เป็นการมีสติรู้อยู่ในลมหายใจ หรือเรื่องของกายที่เป็นอสุภะ พิจารณาเห็นความไม่งามในกายอันมี ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง จนถึงกระดูก ซึ่งถือเป็นสัมมาสติ โดยเหตุปัจจัยเกิดจากการตั้งความเห็นไว้อย่างถูกต้องหรือการมีสัมมาทิฏฐิ จนเกิดเป็นสัมมาวายามะ สัมมาสติ และเกิดเป็นสัมมาสมาธิในที่สุด

ส่วนเรื่องของการรู้สึกได้ถึงความสุข ความทุกข์ หรืออทุกขมสุข ซึ่งเกิดมาจากผัสสะ หากผัสสะเบาบางลงแล้วเราสังเกตเห็นจากความรู้สึก ความคิดนึกปรุงแต่งที่ค่อยๆระงับลงเราเรียกว่า “เห็นเวทนาในเวทนา”

เมื่อเวทนาค่อยๆ ระงับลงจนความที่จิตเป็นอารมณอันเดียว เราเรียกว่า “เห็นจิตในจิต” หากมีสิ่งใดมากระทบ เพ่งเฉพาะซึ่งจิตที่ตั้งมั่นแล้วนั้นเป็นอย่างดีได้ จนทำให้อุเบกขาเกิดขึ้น สามารถที่จะไม่วิ่งหนีหรือวิ่งเข้าหาทั้งสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ เห็นตามสภาพที่เป็นอยู่ได้ ดังนี้จึงเรียกว่า “เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย”

กล่าวโดยสรุปแล้ว “พิจารณากายในกาย จิตในจิต และเวทนาในเวทนา” หรือ “เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย” นั้นสิ่งที่ต้องการเพียงอย่างเดียวคือ สติหรือการระลึกชอบ เพื่อทำให้เกิดสมาธินั่นเอง

 

คำถาม 3: ทำไมคนถือศีล 8 ต้องนั่งดื่มน้ำ สามารถยืนดื่มได้หรือไม่

คำตอบ 3: หากอ้างอิงจากตัวบทแล้วไม่ได้กล่าวถึง แต่เป็นการฝึกปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อให้ศีลละเอียดมากขึ้น มีสติสำรวมมากขึ้น ก่อให้เกิดความสวยงามในกิริยามารยาทและเกิดความเลื่อมใสจากผู้พบเห็นซึ่งเรียกว่า “อภิสมาจาร”

 

คำถาม 4: ศีลข้อที่ 5 เว้นจากของมึนเมา สามารถดื่ม SPY ได้หรือไม่

คำตอบ 4: หากเครื่องดื่มใดมีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ ถือว่าผิดศีลข้อนี้ ห้ามดื่มเด็ดขาด แต่พระพุทธเจ้าก็ยังทรงมีข้อยกเว้นหากการดื่มสิ่งที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ เพราะว่าเป็นส่วนผสมของยาเพื่อรักษาโรค ก็สามารถดื่มได้เช่นกัน

 

- - - ตอบคำถาม : คุณ Shotinut Ketmanee

 

คำถาม 5: ผู้ถามได้ฟังธรรมหลวงปู่เหรียญท่านบอกว่า “ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต” เมื่อได้พิจารณาแล้วใช่จริงๆ ชึ่งจิตที่มีกิเลสอยู่ มันก็นำมาชึ่งทุกข์โทษภัย ถ้าเราไม่รู้จักควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้ สิ่งที่ตามคือความทุกข์มหันต์ และใครสักคนที่ทำจิตหลุดให้ไกลจากกิเลสได้เหมือนพระพุทธเจ้า น่ากราบไหว้บูชาจริงๆ ยิ่งกิเลสหนาๆอย่างผูถามแล้ว หากเอาชีวิตเข้าแลกก็ไม่รู้จะพ้นได้หรือไม่

คำตอบ 5: กิเลสเกิดขึ้นที่จิตเท่านั้น เมื่อเราปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญาเป็นลำดับขั้นแล้ว ไม่ว่าจะทำให้จิตมีสภาวะเป็นด้านที่เศร้าหมองหรือผ่องใส(ประภัสสร) ก็ตาม มีความไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดาและเป็นทุกข์ ต้องละความยึดถือในจิตออกเสีย ให้พิจารณาเห็นว่าขันธ์ห้า(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา ดังนั้นควรฝึกปฏิบัติทำซ้ำทำย้ำตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด มีโยนิโสมนสิการมากๆ เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นว่าจิตของเรานั้นเป็นอนัตต และเกิดเป็นวิมุตติ(ความหลุดพ้น)ขึ้นบ่อยๆ จะทำให้มีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ได้

 

- - - ตอบคำถาม : คุณจักรกฤษณ์

 

คำถาม 6: อ้างอิงจากพระสูตรที่ตัดมาบางส่วนว่า

ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?

ผู้ถามสงสัยประโยคที่ว่า “ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา” อันนี้แปลถูกต้องดีงามแล้วหรือยัง ถ้าสมมุติจะแปลว่า “ควรหรือ จะถือเอา/จะอยากได้ สิ่งนั้นมาเป็นของเรา” พอจะได้หรือไม่ คือถ้าแปลแบบแรกยังไม่เข้าใจว่า มันเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรจาก “สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แล้วก็จะเข้าใจว่ามันไม่ใช่ของเรา” แต่ถ้าแปลแบบว่า “สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ควรเอาสิ่งนั้นมาเป็นของเรา” อันนี้ดูจะเข้าใจง่ายกว่า และจะไม่อยากได้สิ่งนั้นๆได้ง่ายกว่า

คำตอบ 6: พระพุทธเจ้าทรงถามคำถามเพื่อให้แน่ใจว่าเหล่าอริยะสาวกเข้าใจถูกต้องตรงกันหรือไม่ อีกทั้งยังต้องการแยะแยะแจกแจงในรายละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน แต่บางครั้งจะทิ้งท้ายด้วยการให้คิดต่อเองด้วย ซึ่งก็มีนัยยะว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา” ซึ่งขั้นตอนถัดไปที่สำคัญคือ ต้องละความยึดถือในสิ่งนั้นออกเสีย ซึ่งความยึดถือจะละได้ต่อเมื่อละตัณหา และจะละตัณหาได้โดยการปฏิบัติตามมรรคแปด

 

- - - ตอบคำถาม : คุณ Tony

 

คำถาม 7: ในวันที่โลกสมมุติให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ อามิสเป็นขั้นแรกของศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ศรัทธาก็ต้องคู่กับปัญญา ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งผู้ถามเห็นว่าธรรมะทำให้ใจฟูจริงๆ

คำตอบ 7: ในธรรมะของพระพุทธเจ้า จุดใดที่มีศรัทธาเกิดขึ้นจุดนั้นจะมีปัญญาแนบไปด้วยเสมอ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแน่นอนเสมอที่ “ศรัทธาต้องคู่กับปัญญา” ในทางตรงกันข้ามหากมีศรัทธาแต่ขาดปัญญาจะกลายเป็นความงมงาย หรือมีศรัทธาที่ขาดความเพียรจะกลายเป็นศรัทธาหัวเต่า

แต่สิ่งที่เราควรจะต้องพัฒนาเพิ่มเติมคือ ศรัทธามีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยไม่ใช่อามิส หากทุกข์เกิดขึ้นแล้วอาจทำให้เกิดความท้อแท้ ท้อถอยในชีวิตเพราะตั้งจิตไว้ไม่ถูกต้อง ซึ่งวิธีแก้ไขคือ ต้องมีปัญญา โดยเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญญาได้ก็ต้องมีโยนิโสมนสิการ ดังนั้นเมื่อมีปัญญาก็จะเกิดศรัทธา ให้ทำจริงแน่วแน่จริงเพื่อทำให้ตนเองพ้นทุกข์นั่นเอง

 

- - - ตอบคำถาม : คุณจันทร์สุดา ภิราษร

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง ฟัง "ความบากบั่นพากเพียรย่อมมีผลด้วยอำนาจเหนือจิต" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ฟัง "อนัตตลักขณสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561 ฟัง "อุปมาแห่งขันธ์ 5" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561 ฟัง "คำสอนที่เป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลส" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ฟัง "เครื่องร่อนกิเลส" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561