สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์หรือจิตที่วุ่นวาย เมื่อต้องข้องแวะกับปัญหาและสิ่งรอบตัวต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เข้าใจความหมายและรายละเอียดของ “สังโยชน์” ขบวนการที่จะรักษาจิตให้หลุดพ้นจากความทุกข

สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ของผู้คนในสังคมปัจจุบันคือ "ตัณหา" ซึ่งเป็นช่างเชื่อมที่ให้เราติดกับช่องทางอันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะรากลึกคือ "อวิชชา" ที่คืบคลานไปด้วยเครือข่ายของตัณหา เป็นผลให้เกิดกิเลสหรือเครื่องเศร้าหมองหรือสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์ เช่น ตัณหา อวิชชา อาสวะ เป็นต้น สามารถแบ่งกิเลสออกเป็น 3 กองใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

1) โทสะ เป็นกิเลสกองที่ทำให้เราเกิดความโกรธ เร่าร้อน รุ่มร้อน ขัดเคืองใจ

2) โลภะหรือราคะ เป็นกิเลสกองที่ทำให้เราเกิดความหิว ความอยากได้

3) โมหะ เป็นกิเลสกองที่ทำให้เราเกิดความมืดบอด มีหมอกหรือควันบดบังทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน จนกลายเป็นความไม่รู้หรือเห็นผิดได้

ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจในลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อที่จะกำจัดกิเลสได้ ตามรายละเอียดดังนี้

1) กิเลสจะเบียดเบียนตนเอง อยู่ไม่เป็นสุข ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง

2) กิเลสจะเบียดเบียนผู้อื่นในเวลาต่อมา ยอมผิดศีลและทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

3) เราต้องใช้เครื่องมือที่ถูกต้องเพื่อชำระกิเลสให้ถูกประเภท ดังรายละเอียดต่อไปนี้

กิเลสอย่างหยาบ ต้องใช้ศีลกำจัดกิเลสที่สะท้อนออกมาทางกายและวาจา

กิเลสอย่างกลาง ต้องใช้สติและสมาธิกำจัด โดยเราต้องมีสัมมาสติเพื่อกำจัดมิจฉาสังกัปปะที่เกิดขึ้น และจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิได้ในที่สุด เพราะการจะทำให้สมาธิเกิดขึ้นได้นั้นจึงจำเป็นที่จะต้องละความคิดในทางกาม ละความคิดในทางพยาบาทเบียดเบียน ละอุปกิเลส ซึ่งทำให้ราคะและโทสะหมดไปด้วย

กิเลสอย่างละเอียด ต้องใช้ปัญญากำจัด

สังโยชน์ 10 หมายถึง กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้อยู่ในภพ ให้ตกอยู่ในวัฎฎะ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 อย่าง (โอรัมภาคิยสังโยชน์) เป็นเครื่องร้อยรัดที่รัดไม่แน่น อันได้แก่

สักกายทิฏฐิ – มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง

วิจิกิจฉา – มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

สีลัพพตปรามาส – ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย

กามราคะ – มีความติดใจในกามคุณ

ปฏิฆะ – มีความกระทบกระทั่งในใจ

สังโยชน์เบื้องสูง 5 อย่าง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) เป็นเครื่องร้อยรัดที่รัดลึก รัดแน่น อันได้แก่

รูปราคะ – มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน

อรูปราคะ – มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย

มานะ – มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน

อุทธัจจะ – มีความฟุ้งซ่าน

อวิชชา – มีความไม่รู้จริง

ทั้งนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งสังโยชน์ทั้ง 10 นี้ตามขั้นตอนการบรรลุธรรมของอริยบุคคล ตามเหตุตามปัจจัยที่บุคคลนั้นๆ สร้าง ดังนี้

พระโสดาบัน ละสังโยชน์ 3 ข้อต้นได้คือ หมดสักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส

พระสกิทาคามี ละสังโยชน์ 3 ข้อต้นและทำให้สังโยชน์ข้อ 4 และ 5 คือ กามราคะและปฏิฆะ เบาบางลงด้วย

พระอนาคามี ละสังโยชน์ 5 ข้อแรกได้หมด ซึ่งจิตของบุคคลนั้นจะไม่กลับมาสู่กาม จะไปเป็นพรหม และมีปกติปรินิพพานไปภพที่เกิดนั้น

พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อได้อย่างสมบูรณ์


พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง