การใช้งาน “โพชฌงค์เจ็ด” อย่างเหมาะสม ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป

พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงโพชฌงค์ 7 ออกเป็นรายละเอียดปลีกย่อยออกอีกอย่างละ 2 แบบ รวมทั้งหมด 14 อย่างดังนี้

สติ (สติสัมโพชฌงค์) ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง โดยการตั้งไว้ในอนุสสติทั้งสิบ

แบบภายใน เช่น มีกายคตาสติในกายของตนเอง เป็นต้น

แบบภายนอก เช่น การเห็นกายภายนอกของผู้อื่น เป็นต้น

ธัมมวิจยะ (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ความเลือกเฟ้น ใคร่ครวญธรรมด้วยปัญญา ความสอดส่องสืบค้นธรรม

แบบภายใน โดยการใคร่ครวญในเรื่องความทุกข์ ความไม่เที่ยง ความเป็นอนัตตาของตนเอง ของเรื่องอายตนะภายใน

แบบภายนอก โดยการคิดพิจารณาจากเรื่องการเกิดของโลก เรื่องของอายตนะภายนอก เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง

วิริยะ (วิริยสัมโพชฌงค์) ความเพียรทั้งกายและจิต ที่ทำให้อกุศลธรรมลดลง และกุศลธรรมเพิ่มมากขึ้น

ทางกาย การดำรงตนในความลำบากเมื่อปฏิบัติธรรม ตั้งไว้ในสัมมาทิฐฏิ มีสัมมาสตินำมาเป็นอันดับแรก ไม่มุ่งเน้นในทางทุกรกิริยา แต่ทำให้กุศลธรรมเกิดขึ้น

ทางจิต การบำเพ็ญเพียรทางจิต เพื่อพอกพูนสิ่งที่เป็นกุศลและละอกุศลในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้การทำความเพียรทางจิตนั้นสำคัญกว่าการทำความเพียรทางกาย

ปีติ (ปีติสัมโพชฌงค์) ความอิ่มเอิ่มใจ ความสบายใจ ซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะปีติที่เป็นแบบนิรามิสเท่านั้น

ส่วนที่อาศัยวิตก วิจาร เป็นความอิ่มเอิ่มใจจากการคิดถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือเหตุการณ์ที่ดีๆ

ส่วนที่ไม่อาศัยวิตก วิจาร เป็นความอิ่มเอิ่มใจที่ไม่มีวิตก วิจาร มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น เกิดขึ้นได้เอง ไม่ต้องอาศัยความคิดหรือปัจจัยใดๆเลย

ปัสสัทธิ (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ความสงบระงับทั้งกายใจ

ทางกาย

ทางจิต

สมาธิ (สมาธิสัมโพชฌงค์) ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์ มีจิตเป็นอารมณ์อันเดียว

ส่วนที่อาศัยวิตก วิจาร เป็นสมาธิในฌานที่ 1

ส่วนที่ไม่อาศัยวิตก วิจาร เป็นสมาธิในฌานที่ 2 - 3 - 4 และสมาธิในขั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

อุเบกขา (อุเบกขาสัมโพชฌงค์) ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง สามารถวางเฉยได้ เมื่อมีสิ่งใดๆ มากระทบ

แบบภายใน คือ ความคิดนึกภายในที่สามารถละวิตก วิจาร และเกิดเป็นความวางเฉยขึ้นได้

แบบภายนอก คือ ความวางเฉยที่เกิดขึ้นจากภายนอกได้

นอกจากนั้น พระพุทธเจ้ายังทรงตรัสไว้เกี่ยวกับการเจริญโพชฌงค์ตามกาลเวลาอันเหมาะควรใน “อัคคิสูตร” โดยอุปมาอุปไมยจิตของเรากับกองไฟ ตามรายละเอียดดังนี้

จิตหดหู่

เปรียบเทียบกับไฟดวงน้อย มีแสงริบหรี่

สามารถแก้ไขได้โดยการใส่หญ้าแห้ง โคมัยแห้ง ไม้แห้ง เอาลมเป่าและไม่โรยขี้เถ้าลงในไฟนั้น จึงจะสามารถก่อไฟดวงน้อยให้ลุกโพลงขึ้นได้

ซึ่งเป็นกาลเวลาที่เหมาะสมในการเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ และเจริญปีติสัมโพชฌงค์

จิตฟุ้งซ่าน

เปรียบเทียบกับไฟดวงใหญ่ ร้อนแรง มีแสงสว่างมาก

สามารถแก้ไขได้โดยการใส่หญ้าสด โคมัยสด ไม้สด พ่นน้ำและโรยขี้เถ้าลงในไฟกองใหญ่นั้น จึงจะสามารถดับไฟกองใหญ่นั้นได้

ซึ่งเป็นกาลเวลาที่เหมาะสมในการเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ และเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์

การเจริญสติสัมโพชฌงค์ ควรทำและมีไว้ในทุกเวลา ทุกสถานที่ เพราะสติเป็นอธิบดี สติเป็นใหญ่ สติเป็นตัวควบคุมให้เราระลึกรู้ได้ถึงความฟุ้งซ่านหรือหดหู่แห่งจิต

“สติ… ประเสริฐดีในที่ทั้งปวง”

ในสมัยพุทธกาลยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ โพชฌงค์ 7 ที่กล่าวถึงไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระมหาโมคัลลานะ หรือพระจุนทะก็ดี จะหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะเกิดความสบายใจเมื่อได้ฟังการแสดงธรรมบทโพชฌงค์

ดังนั้นจึงมีบทสวดบทหนึ่งที่เรียกว่า “บทโพชฌงค์” หรือ “โพชฌังคปริตร” ที่จะนิยมมีการสวดกันเมื่อนิมนต์พระไปในงานทำบุญบ้าน เพราะมีความเชื่อกันว่าจะสามารถทำให้คนที่เจ็บป่วยหายจากอาการเจ็บไข้ พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพดีขึ้นมาได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เมื่อได้ฟังแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็สงบลงโดยควรแก่ฐานะ ซึ่งหมายความว่า ถ้าอยู่ในฐานะที่จะหายได้ก็สามารถจะหายได้ เพราะจิตใจสบายจากการฟังธรรมะหมวดที่ละเอียดลึกซึ้ง กายก็สามารถระงับได้


พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง